Get Adobe Flash player

เกี่ยวกับเรา

 พระสงฆ์ประจำวัด
   

 

 

 

คุณพ่อ เปโตร วิทยา แก้วแหวน
เจ้าอาวาสวัดแม่พระฟาติมา ดินแดง
REV.PETER VIDHAYA KAEWWAEN

 

 

 

 

คุณพ่อ เปโตร ดร.ฉลองรัฐ สังขรัตน์
ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดแม่พระฟาติมา ดินแดง
REV.PERTER CHARLONGRAT SANGKARAT

   

 

 

 

คุณพ่อ ยอแซฟ ชนภัทร ศุขะเนตร
ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดแม่พระฟาติมา ดินแดง
REV.JOSEPH CHONNAPAT SUKANATE

ประวัติผู้ก่อตั้งวัด

คุณพ่อ ยัง แบ็ปติส อาแมสตอย
Rev.Jean Baptiste Amestroy (MEP)

คุณพ่อ ยวง บัปติสตา อาแมสตอย เกิดวันที่ 3 ธันวาคม ค.ศ. 1919 ที่เมืองอารมังดาริตซ์ (แขวงบายอนน์) เข้าศึกษาอยู่ที่โรงเรียนประจำเมืองอัสปาแรง และ อืสตารริตซ์ คุณพ่อเข้าบ้านเณรคณะมิสซัง วันที่ 13 พฤศจิกายน ค.ศ. 1937 รับศีลบวชเป็นพระสงฆ์ วันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ. 1946 ได้รับเป็นสมาชิกคณะวันที่ 18 เมษายน ค.ศ. 1947 คุณพ่อออกเดินทาง มิสซังกรุงเทพฯ วันที่ 6 พฤษภาคม ค.ศ. 1947

ขั้นแรก คุณพ่อเป็นปลัดอยู่ที่วัดเเม่พระลูกประคำ ซึ่งเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า วัดกาลหว่าร์ กรุงเทพฯ ตั้งแต่แต่ปี ค.ศ. 1947 ถึง ค.ศ. 1948 คุณพ่อได้ทำหน้าที่รักษาการแทนเจ้าอาวาส ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1948 ถึง ปี ค.ศ. 1949 แล้วก็ยังคงอยู่ต่อไปอีกในตำแหน่งปลัดของคุณพ่อ โอลลิเอร์ จนถึงปี ค.ศ. 1951 ซึ่งเป็นปีที่ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดแม่พระลูกประคำ

เป็นวัดที่มีคริสตังหลายพันคน ส่วนมากเป็นชาวจีน มีอาชีพศิลปหัตถกรรม และพ่อค้า ขยันขันแข็ง และกล้าได้กล้าเสีย เจ้าอาวาสคนใหม่ ทั้งหนุ่มและเเข็งขัน เอาใจใส่ให้การอบรมทางด้านจิตใจแก่พวกคริสตังของท่าน แต่คุณพ่อก็จัดงานฉลองสำคัญต่างๆ ร่วมกับพวกเขา เป็นการแสดงภายนอกให้เห็นถึงความเชื่อคริสตัง

เนื่องด้วยความศรัทธาต่อแม่พระฟาติมา ดังนั้น ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1954 คุณพ่อได้จัดหาซื้อที่ดินกว้างผืนหนึ่ง ได้สร้างวัดใหญ่ใอนาคต ชื่อ วัดแม่พระฟาติมา งานก่อสร้างเริ่มต้นในปี ค.ศ. 1955 และมีพิธีเสกวัดนี้อย่างสง่าในวันที่ 15 เมษายน ค.ศ. 1956

ต่อจากนั้น คุณพ่อกลับไปพักผ่อนในฝรั่งเศส ตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน ค.ศ. 1958 ถึง 31 มกราคม ค.ศ. 1959 แต่ในไม่ช้า เมื่อคุณพ่อกลับมาถึง ก็ประสบปัญหายุ่งยาก แล้วก็ทิ้งไว้ให้มิสซังกรุงเทพฯ มีวัดสวยงาม ชื่อ วัดแม่พระฟาติมา บ้านพักพระสงค์ และบ้านพักภคินีเป็นบ้าน 2 ชั้น โรงเรียน และที่ดินกว้างใหญ่ถึงประมาณ 30 ไร่ แบ่งออกเป็นแปลงเล็กๆ เพื่อขายให้พวกคริสตัง (ปัจจุบันนี้ ที่ดินทั้งหมดนี้ มีครอบครัวคริสตังหลายร้อยครอบครัวอาศัยรวมกันอยู่รอบบริเวณวัด) เพราะคุณพ่อต้องจากไปยังมิสซังสิงคโปร์ วันที่ 1 มิถุนายน ค.ศ. 1961 ที่นั่น คุณพ่อมรณภาพลงด้วยโรคหัวใจ วันที่ 21 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1962.

ทำเนียบคุณพ่อเจ้าอาวาส

ทำเนียบคุณพ่อเจ้าอาวาส
 คุณพ่อยวง บัสติสตา
อาแมสตอย (ค.ศ.1954-1960)
 คุณพ่อกาเบรียล เลออง วิกเตอร์
แวร์ดิแอร์ (ค.ศ. 1960-1963)
 คุณพ่อมอริส มารีโยเซฟ ยอลี
(ค.ศ.1963-1970)
คุณพ่อคริสเตียน จิลล์
(ค.ศ. 1970-1976)
 คุณพ่อชาร์โลท์
(ค.ศ. 1976-1979)
 คุณพ่อฟอร์แตง
(ค.ศ.1979-1979)
คุณพ่อปิแอร์ เซอวรูเลท์
(ค.ศ.1979-1984)
 คุณพ่อ อนันต์ เอี่ยมมโน
(ค.ศ.1984-1985)
 คุณพ่อ วุฒิเลิศ แห่ล้อม
(ค.ศ.1985-1989)
คุณพ่อ สุเทพ พงษ์วิรัชไชย
(ค.ศ.1989-1994)
คุณพ่อ ชุมภา คูรัตน์
(ค.ศ.1994-1999)
คุณพ่อ วิชชุกรณ์ เกตุภาพ
(ค.ศ.1999-2004)
คุณพ่อ ประเสริฐ ตรรกเวศม์
(ค.ศ.2004-2009)
คุณพ่อสานิจ สถะวีรวงส์
(ค.ศ.2009)
คุณพ่อ ปิยะ โรจนะมารีวงศ์
(ค.ศ.2009-2010)
คุณพ่อ สุรชัย กิจสวัสดิ์
(ค.ศ.2010-2015)
คุณพ่อ วิทยา แก้วแหวน
(ค.ศ.2015-ปัจจุบัน)

ประวัติวัดแม่พระฟาติมา

วัดแม่พระฟาติมา ดินแดง
4080 ถ.อโศก-ดินแดง แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10400
โทร. 0-2245-1039, 0-2642-9907, 0-2247-5222 โทรสาร. 0-2246-6174

วัดคือบ้านของพระ วัดเป็นหัวใจของคริสตชน เป็นบ้านที่คริสตชนสามารถมาร่วมใจกันสาธุการโมทนาคุณพระองค์ เป็นสถานที่อบรมจิตใจสวดภาวนา สอนคนให้รู้จักพระมากขึ้น  ด้วยความคิดและความเชื่ออันนี้เองที่คุณพ่ออาแมสตอยได้คิดสร้างวัดขึ้น แท้จริงแล้ว ความคิดนี้มีในสมองตั้งแต่วันแรกที่คุณพ่อรับศีลบวช ประจวบกับเมื่อมาประจำทำงานในเมืองไทย ที่วัดกาลหว่าร์ ได้เห็นสัตบุรุษจำนวนมากต้องยืนร่วมในบูชามิสซาล้นออกมานอกวัด จึงหาทางที่จะทำความคิดนี้ให้สำเร็จจนได้

สมัยคุณพ่อ ยัง แบ็ปติส อาแมสตอย
ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 1 ในปี ค.ศ. 1954-1960

เดือนมีนาคม ค.ศ.1950 คุณพ่ออาแมสตอย ขออนุญาต พระสังฆราช หลุยส์ โชแรง สร้างวัด และคุณพ่อก็ได้รับอนุญาตให้ดำเนินงานเป็นทางการได้ ในวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ.1951 (สังเกตได้ว่าตรงกับวันฉลองพระแม่ผู้ปฏิสนธินิรมล) เหตุด้วยในเวลานั้นที่ดินอันเป็นของวัดปัจจุบันนี้ อยู่ชานเมืองและดูว่ากำลังจะเจริญ แม้จะยังไม่มีถนนผ่านจริงๆ ก็ตาม ประจวบกับเป็นที่กว้างพอสมควร ที่สามารถจะสร้างได้ทั้งวัดและโรงเรียน รวมทั้งหมู่บ้านคริสตังค์ คุณพ่อจึงตัดสินใจซื้อที่สวนมะลิ รวมเนื้อที่ทั้งหมด 37 ไร่ 16 วา คุณพ่อได้รับบริจาคเงินรายแรกจากเงินบริจาคส่วนรวมที่วัดกาลหว่าร์ ปลายปี ค.ศ.1954 จากนั้นก็มีธารน้ำใจหลั่งไหลมา อาศัยโฆษณาจากหนังสือพิมพ์คาทอลิก

 

จากการออกแบบสร้างร่วมกับ นายสิงห์โต ชนวัฒน์ สถาปนิกไทย โดยมีจุดประสงค์ในสมองของคุณพ่อ ในอันที่จะส่งเสริมและเผยแพร่ผลงานของสถาปนิกไทยควบคู่กันไป จึงได้เริ่มก่อสร้างในวันที่ 1 เมษายน เพื่อจะได้จำได้ง่ายๆ และเพื่อระลึกถึงวันที่คุณพ่อได้จากญาติๆ มาทำงานในประเทศไทย เมื่อ 8 ปีที่ผ่านมา ในวันที่ 26 มิถุนายน ค.ศ.1955  พระสังฆราชโชแรง ได้ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีวางศิลากฤษ์ ถวายนามว่า “วัดแม่พระฟาติมา”  คุณพ่ออาแมสตอยเล่าว่า  “…สมัยพ่อเรียนหนังสืออยู่ เคยสนใจติดตามข่าวและบทความเกี่ยวกับอัศจรรย์ของแม่พระฟาติมาเสมอ อีกอย่างเมื่อ  แม่พระประจักษ์ที่ตำบลฟาติมา ได้ย้ำถึงสันติภาพของโลก ต้องการให้ทุกคนภาวนา เป็นทุกข์ถึงบาป เพื่อจะได้มีชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างสันติ พ่อจึงคิดว่าสมควรที่สุดแล้วที่เราจะถวายนามวัดใหม่นี้แต่พระแม่เจ้าฟาติมา”

ผ่านอุปสรรคมากมาย แน่นอน วัดก็ค่อยๆ สูงตระหง่านขึ้น ดูเด่นเป็นสง่าต่อทุกสายตาที่ผ่านมาทางดินแดง วัดสร้างเสร็จในปีต่อมา โดยในวันที่ 15 เมษายน ค.ศ.1956  ได้ทำพิธีเสก บูชามิสซา และแห่พระรูปแม่พระฟาติมา พร้อมทั้งประกาศพระราชโองการของสมเด็จพระสันตะปาปา ที่ได้ทรงอวยพรแด่ผู้มีจิตศรัทธาในการสร้างวัด รวมทั้งผู้มีพระคุณทั้งหลาย พระรูปแม่พระที่ใช้แห่ครั้งนี้ได้อัญเชิญมาจากวัดแม่พระลูกประคำ (วัดกาลหว่าร์) เป็นพระรูปแกะสลักด้วยไม้ ซึ่งคุณพ่อได้นำมาจากประเทศโปรตุเกส โดยได้ฝากไว้ที่วัดกาลหว่าร์ก่อน เมื่อสร้างวัดเสร็จแล้ว จึงได้อัญเชิญพระแม่มาประจำไว้ที่วัดแม่พระฟาติมา ได้มีการแห่พระรูปแม่พระหลังบูชามิสซาอีกในเดือนต่อมา คือ วันที่ 13 พฤษภาคม และวันที่ 13 ของทุกเดือน จนถึงเดือนตุลาคม

มีคนถามคุณพ่อว่า รู้สึกอย่างไรกับความสำเร็จนี้ คุณพ่อตอบว่า “พ่อก็มีความรู้สึกเหมือนคนทั่วไป เมื่องานสำเร็จก็ดีใจ และพ่อก็รู้สึกซึ้งในบุญคุณของสัตบุรุษผู้มีจิตศรัทธาทั้งหลาย ที่ได้ช่วยให้งานนี้สำเร็จไปได้ งานที่คอยอยู่มีมากทีเดียว เช่น สร้างโรงเรียน

ที่ดินที่จะก่อสร้างวัด

พิธีวางศิลาฤกษ์ 26 มิถุนายน ค.ศ.1955

ได้เริ่มสร้างโรงเรียนขึ้นในปี ค.ศ.1957 เป็นเรือนไม้

เมื่อเริ่มเปิดวัดใหม่ๆ สัตบุรุษครอบครัวแรกๆ นั้น คือผู้ที่ติดตามคุณพ่อมาจากวัดกาลหว่าร์เป็นส่วนใหญ่ และได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับความเจริญของท้องถิ่น ในปี ค.ศ.1958 ได้เกิดกลุ่มเยาวชนกลุ่มแรกของวัด ใช้นามว่า “คณะลูกมารีฟาติมา”  เยาวชนคณะนี้ได้ช่วยงานคุณพ่อในทุกด้านเท่าที่ตนสามารถ ได้มีการจัดทำสารวัด “ลูกมารีสาร” ซึ่งเป็นงานหนักพอสมควร ต้องพิมพ์ดีดตลอดเล่มจนครบจำนวนที่ต้องการ ส่วนหน้าปกก็ใช้วาดเอาเอง ในช่วงที่คุณพ่ออยู่ประจำวัดแม่พระนี้ ครั้งหนึ่งคุณพ่อได้ทำพิธีขอฝน  โดยอัญเชิญพระรูปพระแม่แห่รอบวัดเป็นเวลาสามวัน เนื่องจากฝนไม่ตกและอากาศ ก็ร้อนอบอ้าวมาก นี่ก็เป็นการแสดงความเชื่อวิธีหนึ่ง ที่ผู้มีใจศรัทธาได้คิดถึงพระเมตตาของพระเป็นเจ้าผ่านทางพระแม่

พิธีต้อนรับและฉลองแม่พระฟาติมาในกรุงเทพฯ


สมัยคุณพ่อกาเบรียล เลออง วิกเตอร์ แวร์ดิแอร์
ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 2 ในปี ค.ศ. 1960-1963

เดือนธันวาคม ค.ศ.1965  คุณพ่อแวร์ดิแอร์มาประจำอีกไม่กี่วันต่อมา คุณพ่ออาแมสตอยก็ย้ายไปต่างประเทศ คุณพ่อแวรดิแอร์ ได้มาประจำอยู่วัดบ้านนอกมาเป็นเวลา 12 ปี การเข้ามาทำหน้าที่ ที่วัดแม่พระฟาติมาที่กรุงเทพฯ จึงนำความกังวลมาให้บ้างพอสมควร คุณพ่อเคยปรารถว่า “พระสังฆราชให้พ่อมาอยู่ที่วัดแม่พระฟาติมา ความจริงพ่อไม่เคยปกครองวัดในเมืองใหญ่มาก่อน จึงกลัวเหมือนกัน  แต่พอมาถึงวัดแม่พระฟาติมา ก็ปรากฏว่า ปกครองสัตบุรุษได้ ก็เพราะต่างคนต่างก็มีน้ำใจดี จึงผ่านพ้นอุปสรรคความยุ่งยากต่างๆ ไปได้”

คุณพ่อมีหลักประจำใจอยู่อย่างเดียวคือ “ให้ทุกคนรักกันและกัน” ด้วยเหตุนี้ คุณพ่อจึงจัดให้มีการพบปะกันทุกเดือน มีขนม มีน้ำชา แต่สิ่งที่สำคัญ ก็คือ การคุยกันเพื่อจะได้รู้จักกันให้ดีขึ้น จากคำเสนอของสัตบุรุษบางท่าน คุณพ่อแวร์ดิแอร์ ได้ก่อตั้งสมาคมวินเซนเดอปอล ในวันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ.1961 สมาคมมีจิตตารมณ์ในการช่วยเหลือคนจน สมาชิกได้ช่วยงานของวัดมาตลอด งานที่ได้ผลดีของสมาคม คือ บ้านนาซาแร็ธ ซึ่งเวลานั้นอยู่ในความดูแลของคุณพ่อสมชาย  พระอัครสมณทูตได้ทำพิธีเปิดในวันที่ 2 กันยายน ค.ศ.1962  จุดมุ่งหมายของบ้านนาซาแร็ธ คือ รวบรวมคนยากจนที่ไม่มีงาน ทำให้มาฝึกงานด้านหัตถกรรม ได้ผลิตรูปศรัทธาต่างๆ เป็นจำนวนมาก และได้พยายามหาตลาดส่งขายด้วย

ในสมัยคุณพ่อแวร์ดิแอร์ นี่เองที่พระโปรดประทานพระพรพิเศษเพิ่มขึ้นอีกอย่างหนึ่งแก่วัดแม่พระฟาติมา นั่นก็คือ ลูกวัดคนหนึ่งได้เป็นซิสเตอร์คนแรกของวัด และได้ถวายตัวในคณะเซนต์ปอล เดอ ชาร์ต สมศรี สุเมธ คือ นามของซิสเตอร์ผู้นี้ ในสมัยของคุณพ่ออีกเช่นกัน ก็มีพลมารีจีนและไทยได้เริ่มก่อตัว พลมารีไทยนั้นได้เริ่มก่อตัว พลมารีไทยนั้นได้เริ่มก่อตัวขึ้นที่ห้วยขวาง และด้วยการนำของ เรมอนด์ มงโตเกียว คณะได้ย้ายมาที่วัดแม่พระฟาติมา ระยะเวลาไล่เลี่ยกันนั้นเอง พลมารีจีนก็ก่อตัวขึ้นในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1962 โดย การนำของ คุณแกฉั้ว แซ่อึ้ง เคยมีคนถามคุณพ่อว่า มีความรู้สึกอย่างไรต่อสัตบุรุษวัดแม่พระฟาติมา  คุณพ่อตอบว่า

“สัตบุรุษวัดแม่พระฟาติมา มีน้ำใจดี เมื่อพวกเขาทราบว่ามารดาของพ่อเสีย พวกเขาก็ได้จัดให้มีการภาวนา มีมิสซาอุทิศแก่วิญญาณของมารดาของพ่อ และเมื่อน้องสาวของพ่อมาเที่ยวเมืองไทย ทุกคนพร้อมใจกันต้อนรับอย่างดีจริงๆ นี่แหละคือสิ่งที่จำได้แม่นที่สุด”


สมัยคุณพ่อมอริส มารีโยเซฟ ยอลี
ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 3 ในปี ค.ศ.1963-1970

หลังจากที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ ณ อารามพระหฤทัยฯ พร้อมทั้งดูแลสัตบุรุษในละแวกนั้น (วัดโรงหมู) เป็นเวลานานพอสมควร คุณพ่อได้มาประจำที่วัดแม่พระฟาติมา ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1963  มีคณะซิสเตอร์พระหฤทัยมาส่งถึงที่วัด ในช่วงเวลาที่คุณพ่ออยู่ คุณพ่อได้บูรณะวัดอย่างมากมาย ด้วยความร่วมมือของคณะกรรมการวัดชุดแรก โดยมีคุณศักดา เป็นประธาน ได้บูรณะวัดทั้งภายในและภายนอกวัด ภายในนั้นได้ทำฝ้า-เพดานวัดให้มั่นคงขึ้น ได้ติดลูกกรงรอบวัดเพื่อกันนกและสัตว์โบยบินทั้งหลายที่เข้าไปกวนสมาธิสัตบุรุษในวัด

ในปี ค.ศ.1966  ได้มีการหล่อพระรูปองค์พระเยซูถูกตรึงกางเขน พระวรกายนั้นหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ เป็นการหล่อในประวัติศาสตร์ของพระศาสนจักรในเมืองไทย อันชาวฟาติมาควรภูมิใจ ส่วนกางเขนนั้น ในขั้นแรกได้พยายามเสาะหาไม้ที่สวยงาม คือ “ไม้จีนแดง” ที่ได้มาจากป่าจังหวัดปราจีนบุรี ใช้เวลาหาอยู่ 1 ปี ก็ปรากฏว่าไม้ที่ได้มานั้น มีขนาดไม่พอตามที่ต้องการ จึงเปลี่ยนมาเป็น “ซุงไม้สักทอง” ทั้งต้น เราสามารถมองเห็นกางเขนนี้ตั้งตระหง่านอยู่หลังพระแทนในวัดแม่พระฟาติมา ลักษณะพิเศษของพระรูปนี้ คือ อยู่ในพระอิริยาบถที่ทรมาน และยังมิได้สิ้นพระชนม์ ทั้งพระสีข้างยังไม่มีรอยของการถูกแทงด้วยหอก พระเนตรยังเผยอยู่ มีความหมายแสดงว่า องค์พระคริสต์สถิตอยู่กับเรา อาจารย์สนั่น ศิลากร อาจารย์จากกรมศีลปากร ได้ให้เกียรติมาดำเนินงานการหล่อพระรูป โดยมี พระอัครสมณทูต เปโดรนี่ และพระอัครสังฆราช ยวง นิตโย  เป็นผู้เททอง

เพื่อให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ของสังคายนาวาติกันที่ 2 คุณพ่อได้สร้างพระแท่นใหม่และทำฐานกางเขนด้วยหินอ่อน ออกแบบโดย คุณพ่อเยริซี่ สงฆ์คณะซาเลเซียน ได้ปูพื้นฐานบริเวณรอบโต๊ะศักดิ์สิทธิ์ด้วยหินอ่อน สร้างพระแท่นเหล็กเพื่อเป็นที่สถิตสถานของตู้ศีล และเพื่อถวายเกียรติแด่พระแม่ เมื่อบูรณะภายในเสร็จก็บูรณะภายนอก ฉาบปูนกำแพงรอบนอกช่วงล่างของวัด ที่มีรอยร้าวให้สนิทกันให้ดี

เนื่องในโอกาสสมโภช 50 ปีแห่งการประจักษ์ของพระแม่ที่ฟาติมา ทางวัดได้จัดให้มีการฟื้นฟูจิตใจสัตบุรุษ คุณพ่อแฮรี่ และคุณพ่อวีรพงษ์ ได้ให้เกียรติมาเทศน์อบรม คงจะเป็นช่วงนี้เองที่พระรูปแม่พระฟาติมาจากโปรตุเกส ได้เสด็จมาเยือนประเทศไทยเป็นครั้งที่ 2 คุณพ่อมอรีส ยอลี ได้ติดต่อเชิญพระรูปไว้เป็นมิ่งขวัญของวัด พระรูปจึงประทับอยู่ที่วัดแม่พระฟาติมา ดินแดง จนตราบเท่าทุกวันนี้ และทางวัดอัญเชิญแห่หลังบูชามิสซา ทุกวันที่ 13 ของเดือนตลอดมา

ในปีค.ศ.1969 ได้มีโครงการเชื่อมถนนอโศกและถนนดินแดง ถนนที่ตัดใหม่นี้ผ่านใกล้วัดมาก โรงเรียนได้ย้ายไปอยู่อีกฝั่งหนึ่งของวัด ได้ทำการสร้างตึกแรกของโรงเรียน คือ ตึกมารีนิรมล ดังนั้น ในช่วงนี้โรงเรียนแม่พระฟาติมายังแยกกันอยู่ทั้งสองฝั่งของถนน


สมัยคุณพ่อคริสเตียน จิลล์
ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 4 ในปี ค.ศ. 1970-1976

หลังจากที่ได้ใช้เวลาอภิบาลสัตบุรุษเป็นเวลา 12 ปี ในประเทศศรีลังกา คุณพ่อถูกส่งให้มาทำงานในประเทศไทย ใช้เวลา 2 ปี เพื่อสร้างความชำนาญในภาษาไทย ได้มาประจำที่วัดแม่พระฟาติมาในปี ค.ศ.1970 คุณพ่อมอรีส ยอลีกลับไปเยี่ยมบ้านที่ฝรั่งเศส ภายหลังเราได้ถามคุณพ่อจิลล์ บอกว่า  “ความรับผิดชอบที่วัดแม่พระฟาติมานี้ใหญ่และหนักมาก…”

ในปี ค.ศ.1972 ทางการได้ตัดถนนเชื่อมระหว่างถนนดินแดง และซอยอโศก ถนนนี้ตัดใกล้วัดมาก ซึ่งอันที่จริงแล้วไม่เป็นที่สมควรสำหรับศาสนสถาน แต่คงจะเป็นน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้า เพราะเวลานี้ถนนอโศกดินแดง ได้นำความเจริญทางด้านวัตถุมามาก แต่เราต้องยอมรับว่า เสียงจากการสัญจรในถนนนี้ รบกวนสมาธิของผู้ที่มาร่วมใจในการสรรเสริญพระเป็นเจ้ามิใช่น้อย

ในปี ค.ศ.1973 ได้มีกรรมการวัดชุดใหม่ ได้ร่างธรรมนูญสภาวัดขึ้น ใช้ชื่อว่า “ธรรมนูญสภาวัดแม่พระฟาติมา ดินแดง” ในปี ค.ศ.1974 ได้ขออนุญาตสร้างอาคารเรียนหลังใหม่ เป็นตึกที่สองของโรงเรียนแม่พระฟาติมา ได้ทำการวางศิลาฤกษ์และได้เปิดใช้ตึกในปี ค.ศ.1975 ในปีนี้เอง ทางวัดได้มีกรรมการสภาวัดชุดแรก พร้อมกันนั้น ศาลาประชาคมก็ได้ก่อขึ้นและใช้ในสาธารณะประโยชน์หลายอย่าง กลุ่มเยาชนในช่วงนี้ ดูเร่าร้อน และมีผลงานมากมาย โดยการนำของคุณพ่อยอห์น กิลวูต์ มีทั้งกิจกรรมหลายชนิด มีทั้งสัมมนา ในเวลาเดียวกันก็ได้เริ่ม “ฟาติมาสาร”

ในปี ค.ศ.1975 ผู้อพยพชาวลาวและเวียดนามได้หลั่งไหลเข้าไทยเพิ่มจำนวนมากขึ้น ผู้อพยพที่มาขออาศัยอยู่ที่วัดแม่พระฟาติมา จากครอบครัวเดียวกันได้กลายมาเป็นร้อย โดยได้ใช้อาคารเรียนเก่าที่เป็นไม้ เป็นที่พำนักอาศัย คุณพ่อได้พยายามให้ความช่วยเหลือ เพราะมนุษยธรรมที่มีอยู่ในใจเท่าที่ขอบข่ายของสังคมอนุญาต ในฐานะที่คุณพ่อจิลล์เป็นพระสงฆ์คณะธรรมทูลแห่งมารีนิรมล ( O.M.I ) คนแรกที่มาทำงานที่นี่ ประจวบกับปี ค.ศ.1975 ผู้ตั้งคณะได้รับยกให้เป็นบุญราศี ทางวัดได้จัดบูชามิสซาฉลองการแต่งตั้งนี้ในวันที่ 19 ตุลาคม  เหตุการณ์นี้ผ่านไป เหตุการณ์ใหม่ก็เกิดขึ้นอีก ดูเหมือนพระจะประทานให้มากจริงๆ เพราะได้มีพิธีปฏิญาณตนตลอดชีพของซิสเตอร์คณะศรีชุมพาบาลคนไทยแรก นับเป็นพิธีปฐมฤกษ์ ณ วัดแม่พระฟาติมานี้


สมัยคุณพ่อชาร์โลท์
ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 5 ในปี ค.ศ. 1976-1979

6 ปี ชาวสองพี่น้องได้มีโอกาสรู้จักอัธยาศัยอันดี คุณพ่อชาร์โลท์ ได้ย้ายมาประจำที่วัดแม่พระฟาติมา  โดยมีคุณพ่อฟอร์แตงเป็นผู้ช่วย ในอดีต สัตบุรุษในซอยข้างโบสถ์มีความลำบาก เพราะต้องใช้ซอยที่อยู่ในสภาไม่ดี ถมด้วย อิฐหักและดินลูกรัง เป็นหลุมเป็นบ่อ ต้องซ่อมอยู่เสมอ ทั้งยังแคบไป เพื่อความเจริญของหมู่บ้าน  พระคาร์ดินัล มีชัย กิจบุญชู มีความประสงค์ จะปรับปรุงถนนใหม่ให้เป็นการถาวรมาตรฐาน ดังนั้น คณะกรรมการสภาวัดได้ติดต่อปรึกษากับคุณพ่อมิ่ง รุจิพงษ์ ซึ่งเป็นผู้รู้จักกับอดีต ส.ส. ทอง ธนกาญจน์ จากนั้นคณะกรรมการเฉพาะกิจโดยมีคูรวิเชียร คุณอรรถ คุณไพศาล และคุณมิ่ง ได้ไปทำความรู้จักกับคุณทอง เพื่อปรึกษาเรื่องถนน ต่อมาคณะกรรมการได้นำเรื่องเสนอพระคาร์ดินัลและแจ้งให้ทราบว่า ต้องยกที่ดินเฉพาะที่จะทำถนนให้แก่ กทม. ถนนต้องมีความกว้าง 6 เมตร  ผิวจราจรเป็นคอนกรีตเสมอเหล็ก วางท่อระบายน้ำ ปักเสาไฟทางเสริมเป็นบางต้นและติดไปแสงจันทร์ เมื่อพระคาร์ดินัลทราบเรื่องเห็นชอบด้วย ได้มอบให้คณะกรรมการเฉพาะกิจจัดการไปตามที่เสนอมา และถ้าขัดข้องอย่างไร ให้ปรึกษาท่านได้อีกในภายหลัง คณะกรรมการเฉพาะกิจได้ดำเนินเรื่องจนถึงปลายปี ค.ศ.1978 ต้นปี ค.ศ.1979 ทาง กทม. ได้ลงมือทำถนนท่อระบายน้ำ ไปทาง เสร็จสิ้นในปี ค.ศ.1980 ทั้งนี้ก็ด้วยความร่วมมือของหลายๆ ฝ่าย


สมัยคุณพ่อฟอร์แตง
ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 6  ค.ศ.1979-1979

หลังจากที่คุณพ่อฟอร์แตง ได้รักษาการแทนเจ้าอาวาสได้เกือบ 2 ปี คุณพ่อเซอวรูเลท์ ได้มาประจำในปี ค.ศ.1979  ในปีนี้เอง เพื่อสร้างถนนเชื่อมเข้าหมู่บ้านข้างวัด จำเป็นต้องรื้ออาคารโรงเรียนเก่า และสร้างรั้วถาวร โดยบริษัท เลี่ยว ฮะฮวด ได้บริจาคเงินทั้งหมด ได้บริจาคเงินทั้งหมดในการก่อสร้าง ห้องคำสอนเก่า ศูนย์เยาวชนเก่า ห้องเครดิตยูเนี่ยนเก่า ได้ย้ายมาอยู่ใต้บ้านพักซิสเตอร์และได้ใช้วัสดุก่อสร้างจากอาคารเรียนที่เป็นไม้หลังเก่าที่ได้รื้อไปแล้ว

ทุกๆ ปี ทางวัดได้จัดให้มีความศรัทธาเป็นพิเศษต่อแม่พระในเดือนตุลาคม สัตบุรุษได้มาชุมนุมกันที่วัดเพื่อสวดลูกประคำ และร่วมบูชามิสซา ในปี ค.ศ.1979  ได้เริ่มมีการนำพระรูปพระแม่ของครอบครัวคุณชะลอ เพื่ออัญเชิญแห่ไปตามบ้าน จุดประสงค์เพื่อสร้างความรู้จักกัน และเปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่สามารถแสดงความศรัทธาต่อแม่พระที่วัด ได้มีโอกาสแสดงความศรัทธาของตนที่บ้านพร้อมกับคนอื่นๆ เหตุการณ์ที่ประทับใจเกี่ยวกับเดือนแม่พระมีเสมอ แต่เป็นพิเศษสำหรับวัดแม่พระฟาติมาในเดือนตุลาคม ค.ศ.1980 เพราะในวันที่ 12 ตุลาคม  ซึ่งเป็นวันอาทิตย์ น้ำยังท่วมอยู่ถึงหัวเข่า แต่ด้วยแรงกายแรงใจของหลายฝ่าย น้ำก็แห้งในวันและคืนเดียว เป็นอันว่าเราสามารถถวายบูชามิสซาพร้อมทั้งแห่พระรูปแม่พระได้ดังทุกเดือน

ทุกปีทางวัดได้จัดให้มีตรีวารก่อนฉลองวัดประจำปี ซึ่งตรงกับวันที่ 13 พฤษภาคม ในปี ค.ศ.1980 และ ปี ค.ศ.1981 คุณพ่อคณะพระมหาไถ่ได้ให้เกียรติมา ฟื้นฟูจิตใจสัตบุรุษเป็นเวลา 2 อาทิตย์ ก่อนฉลองวัดประจำปี โดยในสัปดาห์แรก คุณพ่อได้กรุณาไปเยี่ยมตามบ้าน พูดคุยถึงปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับความเชื่อ ส่วนในอาทิตย์ที่สอง ได้เชิญให้สัตบุรุษมาร่วมบูชามิสซาและฟังเทศน์ที่วัด เป็นการส่งเสริมความศรัทธา และฟื้นฟูจิตใจเตรียมฉลองวัดได้อย่างดี  บางท่านอาจบอกว่า  “มีคนมาวัดมากขึ้น”  อย่างไรก็ตาม ประวัติของวัดยังคงอยู่คู่กับความศรัทธาที่คริสตชนมีต่อพระและหวังเช่นเดียวกันว่า พระแม่จะช่วยพาวิญญาณของคนที่หันหลังให้พระ ได้กลับเข้าวัดมาพบความเชื่ออันแท้จริง ขอลูกพระแม่ทุกคนได้สวดภาวนาด้วยความพร้อมเพรียงกันด้วย


สมัยคุณพ่อปิแอร์ เซอวรูเลท์
ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 7 ค.ศ.1979-1984

ในช่วงที่คุณพ่อเซอวรูเลท์ เป็นเจ้าอาวาส ได้เกิดน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ และวัดแม่พระฟาติมา ได้รับผลกระทบโดยตรง จึงได้เกิดแนวคิดในการพัฒนาวัดขึ้น โดยการถมดินยกระดับพื้นที่ของวัด พร้อมกับการทำเขื่อนรอบวัดเพื่อป้องกันน้ำท่วม และทำถนนรอบวัด โดยใช้อิฐบล็อก รวมทั้งการปลูกต้นไม้ให้แลดูดีขึ้น
นอกจากนี้ ยังได้จัดทำแผงไฟบอกเลขหน้าของบทเพลงขับร้องในวัด ซึ่งแต่เดิมใช้การประกาศผ่านไมโครโฟน ทำให้ฟังได้ไม่ชัดเจน


ทางวัดได้มีการเตรียมการรับเสด็จ สมเด็จพระสันตะปาปา ซึ่งได้มีหมายกำหนดการในการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 10-11 พฤษภาคม ค.1984 ในการนี้ทางวัดได้จัดทำเหรียญที่ระลึก ราคาเหรียญละ 50 บาท โดยเหรียญด้านหนึ่งเป็นรูปแม่พระฟาติมา ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นรูปสมเด็จพระสันตะปาปา  กำลังทรงอวยพรอยู่ นอกจากนี้ทางวัดแม่พระฟาติมายังได้รับหน้าที่ในการรับและส่งเสด็จสมเด็จพระสันตะปาปา และนำพระสงฆ์แจกศีลมหาสนิทที่สามพราน
คุณพ่อปิแอร์ เชอวรูเลท์  ได้ย้ายไปประจำที่วัดอื่น โดยได้เดินทางกลับไปพักผ่อนที่ประเทศฝรั่งเศสในกลางเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1984


สมัยคุณพ่อ อนันต์  เอี่ยมมโน
ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 8 ค.ศ.1984-1985

คุณพ่ออนันต์ เอี่ยมมโน  ได้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่เป็นเจ้าอาวาส เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ค.ศ.1984 แต่เนื่องจากคุณพ่ออนันต์ ได้เป็นเจ้าอาวาสเพียง 8 เดือน งานส่วนใหญ่จะเป็นงานวางโครงการ  และคุณพ่อเจ้าอาวาสองค์ต่อมาได้เป็นผู้สานต่อโครงการ  เนื่องด้วยทางกรุงเทพฯ ได้วางโครงการทำเขื่อนที่คลองข้างวัด จึงได้มีการนำดินที่ลอกมาจากคลองมาถมบริเวณวัดให้มีระดับสูงขึ้น  ทางวัดจึงได้ยกพื้นศาลาประชาคมขึ้น  และได้ยกเลิกโครงการทำถนนรอบวัด ซึ่งได้วางโครงการในสมัยคุณพ่อปิแอร์ เชอวรูเลท์ การทำเขื่อนของกรุงเทพฯ ได้ทำเป็นเขื่อนทั้ง 2 ฝั่งคลอง และกรุงเทพฯได้ขออาศัยพื้นที่บางส่วนของวัดเป็นที่ทำงานชั่วคราว โดยทำเป็นลานซีเมนต์ข้างบ้านคุณพ่อ ซึ่งทางวัดจะได้รับประโยชน์ในส่วนของการป้องกันน้ำท่วมรวมทั้งได้รับดินจากการลอกคลองมาถมวัดให้สูงขึ้น แต่ดินที่ได้ยังไม่เพียงพอ จึงได้ติดต่อขอจากวัดอัสสัมชัญ ซึ่งกำลังก่อสร้างอาคารอยู่ และมีดินเหลืออยู่มากมาย

ได้มีการเปลี่ยนอิเลคโทนชุดใหม่แทนเครื่องเก่า ซึ่งชำรุด และใช้การได้ไม่ดีเท่าที่ควร อีกทั้งเป็นเครื่องหลอด เปลืองไฟมาก การหาอะไหล่ก็ยุ่งยากมาก ในช่วงของคุณพ่อได้มีการจัดพิมพ์อนุโมทนาบัตรขึ้น เพื่ออนุโมทนาคุณแก่ผู้ที่บริจาคให้กับทางวัด ซึ่งจะใช้เป็นเอกสารเกี่ยวกับการเสียภาษีของกรมสรรพกร โดยสั่งพิมพ์ในครั้งแรกเป็นจำนวน 500 ใบ ที่โรงพิมพ์แสงธรรม

ทางชุมชนของวัดได้ตระหนักถึงความสำคัญในการเตรียมการป้องกันภัยต่างๆ ทางวัดและสภาภิบาลวัดจึงได้จัดให้มีการอบรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยขึ้นในเดือนตุลาคม ค.ศ.1984  โดยได้เชิญเจ้าหน้าที่ของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องมาช่วยอบรมบรรยายให้ประชากรในชุมชนของวัดฟัง นอกจากนี้ยังได้มีการติดตั้งระบบเตือนภัยและสัญญาณกันขโมยขึ้นในหมู่บ้านของวัด ทั้งนี้เพราะเริ่มมีการโจรกรรมประเทศต่างๆ เกิดขึ้นภายในหมู่บ้าน ในตู้ทานของวัด และที่คณะภคินีศรีชุมพาบาล คุณพ่ออนันต์ เอี่ยมมโน ได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นเจ้าอาวาส จนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1985 และคุณพ่อวุฒิเลิศ แห่ล้อม  ได้รับหน้าที่เป็นเจ้าอาวาสองค์ต่อมา


สมัยคุณพ่อ วุฒิเลิศ  แห่ล้อม
ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 9 ค.ศ.1985-1989

คุณพ่อวุฒิเลิศ ได้สานต่องานโครงการพัฒนาวัดที่ได้วางไว้ในสมัยคุณพ่ออนันต์ ดังนี้

  • ได้มีการนำดินที่ขุดขึ้นมาจากการสร้างอาคารที่โบสถ์อัสสัมชัญ มาถมที่วัดแม่พระฟาติมา ซึ่งเป็นช่วงต่อเนื่องกับสมัยของคุณพ่ออนันต์ เอี่ยมมโน
  • ได้ปรับปรุงศาลาประชาคม โดยการยกพื้นใหม่หมด เปิดประตูเหล็กที่ติดกับทางวัดออก และติดตั้งประตูเหล็กทางด้านบ้านของซิสเตอร์ ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 350,000 บาท
  • ตกแต่งและปลูกต้นไม้รอบบริเวณวัด
  • ถมที่ ทาสีและปรับปรุงโรงเรียนแม่พระฟาติมา โดยเสร็จสิ้น ก่อนเปิดเทอมในเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1985 ใช้งบประมาณทางวัด 1.2 ล้านบาท และเงินบริจาค 3-4 แสนบาท
  • จัดสร้างกำแพงคอนกรีตรอบบริเวณวัด เป็นกำแพงทึบสูง 2.5 เมตร จากบาทวิถี โดยห้างเรนโบว์ ช่วยเหลือในการออกค่าใช้จ่ายให้ในช่วงนี้ได้มีการบวชสังฆานุกรอภิสิทธิ์ กฤษราลัมภ์ ซึ่งเป็นลูกวัดแม่พระฟาติมา เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ค.ศ.1986  และคุณพ่ออภิสิทธิ์ ได้มาทำมิสซาแรกที่วัดแม่พระฟาติมา ในวันที่ 11 พฤษภาคม  ค.ศ.1986

คุณพ่อวุฒิเลิศ แห่ล้อม  ได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นเจ้าอาวาสวัดแม่พระฟาติมา จนถึงวันที่ 24 เมษายน ค.ศ.1989 คุณพ่อวุฒิเลิศ ได้มีการแนะนำเจ้าอาวาสองค์ใหม่ คือ คุณพ่อสุเทพ พงษ์วิรัชไชย ต่อสภาภิบาล วัดแม่พระฟาติมา


สมัยคุณพ่อ สุเทพ พงษ์วิรัชไชย
ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 10  ค.ศ.1989-1994

คุณพ่อสุเทพ  พงษ์วิรัชไชย  เจ้าอาวาส ได้มีการพัฒนาปรับปรุงห้องน้ำศาลาประชาคม  ปรับปรุงระบบไฟส่องสว่างภายในบริเวณของวัด จัดตั้งกลุ่มเยาวชนวัดรับมอบที่ดินพร้อมอาคาร จากคุณวิศิษฐ์ ลิขิตธรรม  คุณวิเชียร อิสริยคุณากร คุณกวงหลี แซ่ตั้ง  คุณอรรถ มาลาวาลย์ และร้านไทยดี จำนวนประมาณ 4 ไร่  ที่ อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม เพื่อใช้ในกิจการของวัด มีการจัดทำงรูปปั้นคุณพ่ออาแมสตอย เจ้าอาวาสองค์แรก ทำเป็นโลหะสัมฤทธิ์ขนาดเท่าองค์จริง สูงประมาณ 165 เซนติเมตร จัดทำซุ้มแม่พระที่ถนนปากซอยทางเข้าวัด สร้างอาคารนิรมลที่โรงเรียนแม่พระฟาติมา ด้วยเงินงบประมาณ 13,500,000 บาท  เริ่มสร้างในเดือนสิงหาคม ค.ศ.1990 และสร้างเสร็จในปี ค.ศ.1991 จัดงานฉลองวัด 36 ปี  แห่งการจัดตั้งวัดแม่พระฟาติมา นอกจากนี้ยังได้มีการจัดตั้งคณะแพร่ธรรมแห่งแม่พระฟาติมาขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ.1992  คณะแพร่ธรรมนี้เรียกกันว่า BLUE ARMY ได้เริ่มก่อตั้งอย่างไม่เป็นทางการ โดยมีคุณชะลอ วรรณประทีป  เป็นผู้ริเริ่ม  แต่ต่อมาคุณชะลอได้แจ้งกับคุณพ่อสุเทพ ว่าประสงฆ์จะให้ทางวัดแม่พระฟาติมา รับเป็นศูนย์กลางของคณะในการเผยแพร่กิจกรรม ทางสภาภิบาลวัดและคุณพ่อจึงได้ประชุมหารือกันและเห็นพ้องให้วัดแม่พระฟาติมาเป็นศูนย์กลางแห่งคณะแพร่ธรรมนี้ แต่เนื่องจากยังไม่เคยมีการอนุญาตจากทางสังฆมณฑลอย่างเป็นทางการ ทางวัดจึงได้ทำเรื่องขออนุญาตต่อทางสังฆมณฑล และได้รับอนุญาตให้ดำเนินการได้ใน วันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ.1992  ซึ่งเป็นวันฉลองวัด 36 ปี


สมัยคุณพ่อ ชุมภา คูรัตน์  ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 11  ปี ค.ศ.1994-1999
สมัยคุณพ่อ วิชชุกรณ์ เกตุภาพ  ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 12 ปี ค.ศ.1999-2004
สมัยคุณพ่อ ประเสริฐ  ตรรกเวศม์ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 13  ปี ค.ศ.2004-2009
สมัยคุณพ่อสานิจ    สถะวีรวงส์    ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 14 ปี ค.ศ.2009
สมัยคุณพ่อ ชาร์ลส์ ปิยะ โรจนะมารีวงศ์ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 15  ปี ค.ศ.2009-2010
สมัยคุณพ่อ อเล็กซิส สุรชัย กิจสวัสดิ์ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 16  ปี ค.ศ.2010-2015
สมัยคุณพ่อ วิทยา แก้วแหวน  ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 17  ปี ค.ศ.2015- ปัจจุบัน


 

 

พระแม่เจ้าที่ฟาติมา

พระแม่เจ้าทรงประจักษ์ที่ ฟาติมา

ตั้งแต่การประจักษ์ที่เปลเลอวัวแซงในปี 1876 แล้ว ก็ไม่มีการประจักษ์อีก พระนางพรหมจารีมารีอาทรงนิ่งเฉย ดูเหมือนว่าทรงทอดทิ้งชาวเราไปตามยถากรรม เหตุการณ์ร้ายแรงต่างๆ ผ่านไปฯ ภายใต้การนำของกลุ่มสังคมนิยมนานาชาติในต้นศตวรรษที่ 19 นี้ กรรมกรจำนวนมหาศาล มีความเชื่อมั่นในพลังของตน ต่อหน้าโลกซึ่งแปรสภาพเป็นโลกแห่งวัตถุนิยมยิ่งทวียิ่งมากขึ้น

การอบรมแบบคริสตชนถูกคว่ำลงอย่างสิ้นเชิง ; คุณลักษณะดีเลิศเช่น ความสุภาพถ่อมตน, ความยากจน, ความบริสุทธิ์และความศรัทธา ที่ได้ปลูกฝังลงในดวงใจของคริสตชนมาตลอด 20 ศตวรรษ บัดนี้มิได้เหลืออยู่เพื่อรับใช้พระศาสนจักรอีกต่อไป พระศาสนจักรที่พระเยซูเจ้าทรงสถาปนาขึ้นไว้เพื่อความรอดของโลก แต่กลับนำเอาไปใช้เพื่อการ “ต่อสู้เพื่อความยุติธรรม” บนพื้นฐานแห่งความยุติธรรม” บนพื้นฐานแห่งความรุนแรงและการปฏิเสธเสรีภาพของมนุษย์

มโนธรรมที่ผิดดังกล่าวของมวลชนที่ละทิ้งพระเป็นเจ้านี้ จะบดขยี้และทำลายมโนธรรมอื่นๆ โดยสิ้นเชิง : ทั้งมโนธรรมของมนุษย์, ของพ่อ, ของแม่, ของลูกและของประชาชนทั้งมวล ปัจจุบันนี้เราได้เห็นผลซึ่งลัทธิคอมมิวนิสต์แสดงออกมาในโลกได้แล้ว นั่นคือสงครามในรูปแบบต่างๆ, การปฏิวัติ, การลดจำนวนประชากร, ค่ายกักกันเพื่อ “ล้างสมอง” , คลีนิกโรคจิต ซึ่งมีคนไข้เป็นล้านๆ

ปี 1917 ปีพลิกประวัติศาสตร์…พระนางพรหมจารีเสด็จมาที่ฟาติมา, พระนางมาประกาศการยุติสงคราม, และตรัสถึงการปฏิวัติของรุสเซียและสิ่งชั่วร้ายต่างๆ ในโลกด้วย เป็นพระนางที่จะมีชัยในการต่อสู้, จะชนะความชั่วช้าและกอบกู้มนุษยชาติ เพื่อจะเข้าใจถึงเรื่องฟาติมาที่พูดถึงฉากความเศร้าสลดและการต่อสู้นั้น ก็ควรจะรู้เรื่องราวของคุณพ่อโกลเบ สักหน่อย (ปัจจุบันคุณพ่อได้รับการบันทึกนามในสารบัญนักบุญแล้ว)

ในปี 1917 นั่นเอง คุณพ่อ มาศึกษาเทวศาสตร์ที่โรม ท่านไปๆ มาๆ อยู่แถวลานพระมหาวิหาร นักบุญเปโตร ใต้พระแกลที่ปิดสนิทของพระราชวังวาติกัน คุณพ่อแลเห็นธงสีดำมีรูปอัตรเทวดามีคาแอลอยู่ใต้เท้าของลูซีแฟร์ มีคำเขียนว่า “ซาตันจะครองวาติกัน, สันตะปาปาจะเป็นทาสของมัน” พวกอเทวนิยม ชักธงนี้ในโอกาสฉลองรำลึกถึงศตวรรษที่ 2 แห่งยุคปฏิวัติสังคมนิยม

ในสถานกรณ์เช่นนี้แหละที่พระนางพรหมจารีทรงดลใจคุณพ่อโกลเบให้เกิดความคิดที่จะตั้ง “คณะอาสาสมัครของแม่พระนิรมล” ขึ้นในวันที่ 17 ตุลาคม 1917 จุดประสงค์ เพื่อการกลับใจของศัตรูแห่งพระศาสนจักร

ไม่นานก่อนที่คุณพ่อจะถึงแก่มรณภาพ คุณพ่อได้เผยเคล็ดลับถึงเรื่องนี้ว่า : สำหรับผู้ที่ประกาศว่า “ไม่ยอมรับใช้ (พระ)” คุณพ่อต่อสู้โดยอาศัยพระนางผู้ทรง “ยอม” รับผู้ทรงประทานชีวิตมาสู่ครรภ์และพระนางได้กลายเป็น “มารดาแห่งอวัยวะของพระคริสต์ คือ พระกายทิพย์ของพระคริสต์ หรือ พระศาสนจักรนั่นเอง

ในพระนางผู้ปฏิสนธินิรมลนั้น เป็นศูนย์รวมของโลกและสวรรค์… ความรักของพระผู้สร้าง และความรักทั้งมวลของสิ่งสร้าง เพิ่มพูนอยู่เสมอมิหยุดหย่อน เดชะพระหรรษทานของพระจิตเจ้า พระมารดาแห่งพระวจนาถ-ศีรษะแห่งพระกายทิพย์ ทรงมีชีวิตอยู่เพื่อประทานชีวิตเท่านั้น “พระบุตรของพระนางผู้สิ้นพระชนม์และชนะความตาย ในพระองค์นั้น เราได้รับการกลับคืนชีพตั้งแต่บัดนี้…”

ถ้าลัทธิคอมมิวนิสต์ที่แทรกซึมอยู่ทั่วไป เป็นลัทธิที่เลวร้าย ตามที่สมเด็จพระสันตะปาปาปีโอที่ 11 ทรงประกาศในพระสมณสารนั้นไม่ใช่เพราะบุคคลผู้เข้าร่วมในลัทธินี้ แต่เป็นเพราะจิตตารมณ์ ที่ชักนำพวกเขา จิตตารมณ์นี้แหละที่เป็นจิตแห่งการทำลายล้างของซาตัน จึงต้องเอาชนะด้วยการกลับใจ คือการกลับมาหาพระเป็นเจ้าเสียใหม่โดยอาศัยความช่วยเหลือของพระแม่มารีย์ พระนางทรงชัยชนะทุกสนามรบของพระเจ้าดังที่เราถวายนามแต่พระนางว่า “พระแม่แห่งชัยชนะ” อีกครั้งหนึ่งที่พระนางทรงเตือนให้รู้ถึงการเผชิญหน้ากับศัตรูของพระนาง และตระเตรียมความมีชัยแห่งพระศาสนจักร… และการประจักษ์ที่ฟาติมา ก็ได้อุบัติขึ้น…ระหว่างวันที่ 13 พฤษภาคม ถึง 13 ตุลาคม 1917

พฤติการณ์ บัดนี้ เชิญผู้อ่านไปยังฟาติมาประเทศโปรตุเกส โปรตุเกสเป็นประเทศเล็กๆ และยากจน ในปี 1917 โปรตุเกสถูกครอบงำโดยพวกสมาคมลับนอกกฎหมายบ้านเมืองอยู่ในสภาพระส่ำระสาย ฟาติมา เป็นหมู่บ้านชาวชนบทเล็กๆ ที่ยากจน เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือในการทำงาน แต่พวกเขาก็เป็นคริสตชนที่มีความเชื่อลึกซึ้ง มีความศรัทธาตามแบบประเพณีที่ปฏิบัติกันสืบมาช้านาน

แต่บัดนี้ ฟาติมากลายเป็น “ลูร์ด” แห่งโปรตุเกส เป็นปูชนียสถานแม่พระที่มหาชนทั่วโลกพากันจาริกบุญมาเยือน ในวโรกาสสมโภชครบรอบ 50 ปี แห่งการประจักษ์ สมเด็จพระสันตะปาปาปอลที่ 6 ได้เสด็จไปทรงเป็นองค์ประธานด้วยเมื่อ 13 พฤษภาคม 1967

แม่พระทรงประจักษ์ที่ฟาติมา 6 ครั้ง ทุกวันที่ 13 ของเดือน ตั้งแต่ 13 พ.ค. ถึง 16 ต.ค. 1917 ยกเว้นเฉพาะเดือนสิ่งหาคม เด็กทั้งสามได้รับการขีดขวาง คือถูกนายอำเภอที่ไม่เอาพระเอาเจ้า จับพวกเขาไปขังคุก และขู่ว่าจะเอาไปทอดในกะทะน้ำมันเดือน แต่เมื่อถูกปล่อยตัว แม่พระก็ประจักษ์มาวันที่ 19 สิงหาคม ที่วาลิญอส.

ตำบลที่ประจักษ์ชื่อ “ลาโควา ดา อิรีอา” อยู่ห่างจากฟาติมา 3 กม. ตำบลนี้อุดมด้วยหญ้าและต้นไม้เขียวชอุ่ม เด็กทั้งสามที่เห็นการประจักษ์คือ ด.ญ. ยาชินทา มาร์โต อายุ 7 ขวบ พี่ชายชื่อ ฟรังซิสโก มาร์โต อายุ 9 ขวบ และ ด.ญ. ลูซีอา โดส ซังโตส ลูกพี่ลุกน้อง อายุ 10 ขวบ ลูซีอารับศีลมหาสนิทครั้งแรกแล้วทั้งสามไม่รู้หนังสือ แต่ทั้งสามรู้จักบทภาวนาและหัวข้อคำสอนที่สำคัญจากการบอกสอนภายในครอบครัว ทั้งสามนำแกะไปเลี้ยงที่ถ้ำ “กาเลโซ” บ้าง, ที่แอ่ง “ลาโควา ดา อิรีอา” บ้าง ที่จริงก่อนหน้ารับการประจักษ์จากพระแม่เจ้า เด็กทั้งสามได้รับการประจักษ์จากเทวดาอารักขาประเทศโปรตุเกสมา 3 ครั้งแล้ว ในปี 1916 เทวดาสอนเด็กให้สวดบทภาวนาหลายบท และให้ทำพลีกรรม

ครั้งแรกเทวดาประจักษ์มาในฤดูใบไม้ผลิ 1916 กล่าวว่า “อย่ากลัวเลยฉันเป็นเทวดาแห่งสันติ จงสวดพร้อมกับฉัน (แล้วเทวดาสอนบทสวด) : “ข้าแต่พระเจ้าหนูเชื่อ, หนูขอนมัสการ, หนูไว้วางใจและรักพระองค์. หนูขอโทษพระองค์สำหรับผู้ที่ไม่เชื่อ. ที่ไม่นมัสการ, ไม่ไว้วางใจ และไม่รักพระองค์” “สวดอย่างนี้นะ แล้วดวงพระทัยของพระเยซูเจ้าและแม่พระจะโอนอ่อนลงตามคำสวดของหนู”

ครั้งที่ 2 ในฤดูร้อนปี 1916 “หนูจงสวดมากๆ ดวงพระทัยของพระเยซูเจ้าและแม่พระมีโครงการพระมหากรุณาสำหรับหนู…จงถวายคำภาวนาและพลีกรรมแต่พระองค์เสมอไป” “หนูสามารถถวายพลีกรรมได้จากสิ่งต่างๆ มากมาย จงถวายแด่พระเพื่อเป็นการชดเชยการใช้โทษบาปมากมายที่มนุษย์ทำผลิต่อพระองค์และเพื่อวอนขอให้คนบาปได้กลับใจ ทั้งนี้จะนำมาซึ่งสันติสำหรับประเทศของหนูเอง ฉันเป็นเทวดาผู้อารักขาประเทศโปรตุเกส เป็นต้นหนูจงยอมรับความทุกข์ยากที่พระเป็นเจ้าทรงใช้มาเยี่ยมหนู”

ครั้งที่ 3 ฤดูใบไม้ร่วง ปี 1916 เทวดานำศีลมหาสนิทมาให้เด็กทั้งสามรับ. ก่อนจะรับได้สอนให้สวดบทต่อไปนี้ 3 จบ : “ข้าแต่พระตรีเอกภาพ พระบิดา, พระบุตรและพระจิต หนูขอนมัสการพระองค์อย่างสุดซึ้ง และขอถวายพระกาย, พระโลหิต, พระวิญญาณ และพระเทวภาพของพระเยซูคริสต์เจ้าผู้สถิตอยู่ในตู้ศีลทั่วสกลโลก เพื่อชดเชยการสบประมาท, การทุราจารและความเฉยเมยของผู้ทำผิดแสลงพระทัยพระองค์ เดชะพระบารมีหาขอบเขตมิได้แห่งดวงพระหฤทัยอันศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง และดวงหทัยนิรมลของพระแม่มารีย์ ขอให้คนบาปได้กลับใจด้วยเถิด” ที่น่าประหลาดคือ เด็กทั้งสามมิได้เล่าเรียน แต่สามารถเข้าใจบทภาวนาที่เทวดาสอน และจดจำนำมาสวดอีกบ่อยๆ เท่าที่จำได้

13 พฤษภาคม 1917 แม่พระทรงประจักษ์ครั้งแรก เมื่อเด็กทั้งสามได้รับการเตรียมจากเทวดาแล้ว แม่พระก็ได้ประจักษ์มาวันที่ 13 พฤษภาคม 1917 เด็กทั้งสามพาแกะไปเลี้ยงที่แอ่งอิรีอาตามปรกติ ไม่นึกฝันว่าจะเกิดอะไรขึ้น ประมาณเวลาเที่ยง ทั้งสามกินอาหารที่เตรียมเอาไป แล้วสวดลุกประคำพร้อมกัน หลังจากนั้นก็เล่น โดยเอาก้อนหินและกิ่งไม้เล็กๆ มาสร้างบ้านเล่นกัน ฉันพลันนั้น มีแสดงสว่างจ้าเกิดขึ้น ทั้งสามตกใจคิดว่าพายุจะมา จึงรีบต้อนแกะเพื่อจะกลับบ้าน แสงจ้ากว่าเดิมวาบขึ้นเป็นครั้งที่ 2 แล้วปรากฏแสงจ้าบนต้นโอ๊กเขียวชะอุ่ม และตรงกลางดวงสว่างจ้านั้น เด็กๆ เห็นสตรีงามวิไล รังสีเจิดจ้ายิ่งกว่าดวงอาทิตย์ ทั้งสามตกใจกลัว จะวิ่งหนี แต่สตรีงามผู้นั้นตรึงเขาไว้ด้วยรอยยิ้มน่ารัก “อย่ากลัว ฉันไม่ทำร้ายหรอก” ขอผ่านรายละเอียดในการประจักษ์และมาฟังลูซีอาที่พูดกับสตรีงาม ในนามเด็กทั้ง 3 :

“ท่านมาจากไหนจ๊ะ”

“ฉันมาจากสวรรค์”

“ท่านมาทำไมจ๊ะ?”

“ฉันมาขอให้หนูมาที่นี่ 6 ครั้งติดต่อกัน เวลาเดียวกัน ในวันที่ 13 ของทุกเดือน และในเดือนตุลาคม ฉันจะบอกว่าฉันเป็นใคร และต้องการอะไรจากหนู”

“ท่านมาจากสวรรค์…หนูล่ะไปสวรรค์ได้ไหม?”

“ได้ซิ หนูจะได้ไป!”

“ยาชินทาล่ะคะ?”

“ก็จะได้ไป”

ฟรังซิสโกล่ะ?”

“ก็จะได้ด้วย แต่เขาต้องสวดลูกประคำมากๆ เสียก่อน”

หลังจากสนทนาดังกล่าวนี้แล้วแม่พระก็เริ่มเรื่องที่สำคัญ : “หนูเต็มใจถวายพลีกรรม และความยากลำบากต่างๆ แด่พระเป็นเจ้าเพื่อใช้โทษบาปมากมายที่ผิดแสลงพระทัยพระองค์ไหม? …หนูเต็มใจรับทนทุกข์ลำบากเพื่อคนบาปได้กลับใจ, เพื่อชดเชยคำสบประมาทที่ล่วงเกินดวงหทัยนิรมลของแม่พระไหม?”

“หนูทั้งสามเต็มใจค่ะ” “เธอจะต้องประสบความยุ่งยากลำบากมากในไม่ช้านี้ แต่พระหรรษทานของพระเป็นเจ้า จะช่วยเหลือจุนเจือเสมอ” และสตรีงามค่อยๆ ลอยขึ้นไปทางทิศตะวันออก… และอันตรธานหายไปในแสงอาทิตย์

13 มิถุนายน 1917 การประจักษ์ครั้งที่ 2 ในการประจักษ์ครั้งที่ 2 นี้เราจะดูเพียง 3 เรื่อง :

  1. หลังจากแม่พระขอให้เด็กทั้งสามสวดลูกประคำบ่อยๆ แล้ว ยังขอให้แทรกบทต่อไปนี้ทุก 10 เม็ดด้วย : “พระเยซูเจ้าข้า โปรดยกบาปโทษของเรา โปรดช่วยเราให้พ้นไฟนรกและโปรดช่วยวิญญาณไฟชำระโดยเฉพาะวิญญาณที่ถูกทอดทิ้ง”
  2. แล้วแม่พระมอบความลับให้เด็กแต่ละคนเฉพาะตัว ห้ามบอกคนอื่น สิ่งนี้ทำให้เด็กทั้งสามรู้สึกลำบากใจ (ที่จะรักษาความลับไว้)
  3. ภายหลังเมื่อเป็นซิสเตอร์แล้ว ลูซีอารับคำสั่งให้เขียนความลับนั้นเก็บไว้ ลูซีอาทูลถามพระเยซูเจ้าในตู้ศีล ก็ได้รับคำตอบชัดเจนจากพระองค์ให้เผยความลับได้ส่วนหนึ่ง ที่เหลือให้คงรักษาไว้สืบไป

ต่อไปนี้เป็นบันทึกที่ลูซีอาเขียนเมื่อ 17 ธันวาคม 1927 ลูซีอาขอแม่พระอีกครั้งให้พาทั้ง 3 คนไปสวรรค์ แม่พระตอบว่า “ฉันจะรับยาชินทาและฟรังซิสโกไปในไม่ช้านี้แหละ ส่วนหนูนั้น ต้องอยู่อีกนาน พระเยซูเจ้าต้องการให้หนูนำคนอื่นมารู้จักและรักฉัน พระองค์ประสงค์จะให้โลกศรัทธาภักดีต่อดวงหทัยนิรมลของฉัน” “ยังงี้ หนูมิต้องอยู่คนเดียวหรือคะ..”

“ไม่หรอกหนู ฉันจะไม่ทิ้งหนูเลย ดวงหทัยนิรมลของฉันจะเป็นที่หลบภัยของหนู และเป็นหนทางนำหนูไปหาพระเป็นเจ้า”

13 กรกฎาคม 1917 การประจักษ์ครั้งที่ 3 มี 3 สิ่งที่จะดูในการประจักษ์ครั้งที่ 3 คือ

  1. แม่พระขอร้องอีกให้สวดลูกประคำทุกวันและเสริมว่า “จงสวดด้วยความตั้งใจ ขอให้สงคราม (โลกครั้งที่ 1) สงบ มีแต่การวอนขอพระนางเท่านั้น มนุษย์จะได้รับพระคุณนี้”
  2. พระนางบอกอีกว่า “ให้มาทุกเดือน แล้วถึงเดือนตุลาคม ฉันจะบอกว่าฉันเป็นใคร และต้องการอะไร แล้วฉันจะทำอัศจรรย์ใหญ่ให้ทุกคน จะได้เชื่อพวกหนู”
  3. ที่สุด “จงทำพลีกรรมเพื่อคนบาปและสวดบ่อยๆ ว่า : ข้าแต่พระเยซู, พลีกรรมนี้เพื่อแสดงความรักต่อพระองค์, เพื่อคนบาปจะไดกลับใจ และเพื่อชดเชย การทำขัดเคืองดวงหทัยนิรมลของพระนางมารีอา”

19 สิงหาคม 1917 การประจักษ์ครั้งที่ 4 ในการ ประจักษ์ครั้งที่ 4 มีสิ่งสำคัญอย่างเดียวคือ “จงสวดภาวนา. สวดมากๆ และทำพลีกรรมเพื่อคนบาป…วิญญาณมากมายต้องไปนรก เพราะไม่มีผู้ทำพลีกรรมและสวดให้เขา”

13 กันยายน 1917 การประจักษ์ครั้งที่ 5 การประจักษ์ครั้งที่ 5 นี้ เราจะเล่าเพียงตอนเดียว ลูซีอาขอพระนางพรหมจารีช่วยบำบัดคนเจ็บป่วยที่หลายคนได้วอนขอ พระนางพรหมจารีตอบว่า “ฉันจะบำบัดให้หายเป็นบางคน มิใช่ทุกคน เพราะพระเป็นเจ้าไม่ทรงพอพระทัย!” (เนื่องจากอะไรให้ผู้อ่านคิดเอาเอง)

13 ตุลาคม 1917 การประจักษ์ครั้งที่ 6 เนื่องจากข่าวที่ว่าวันนี้จะมีมหัศจรรย์ยิ่งใหญ่ จึงมีมหาชนสุดคณนาไหลมาเทมา.. ทั้งคนที่เชื่อและคนที่มาเพราะความมักรู้มักเห็น, ทั้งคนที่คัดค้าน ตลอดจนนักหนังสือพิมพ์, ผู้สังเกตการณ์ (แพทย์, นักวิชาการ ฯลฯ) เท่าที่ทางการคาดคะเนมีถึง 70,000 คน

แม่พระตรัสอะไร? “ฉันคือพระมารดาแห่งสายประคำ ฉันมาเตือนสัตบุรุษให้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต, อย่าทำบาปให้เป็นที่ขัดเคืองพระทัยพระเยซูเจ้าบาปนั้นมากมายเกินไปแล้ว, จงสวดลูกประคำ และใช้โทษบาปของตนเถิด” พระนางเสริมว่า “ฉันอยากให้สร้างวัดหลังหนึ่ง ที่ตรงนี้เพื่อเป็นเกียรติแก่ฉัน” และอีกตอนหนึ่งว่า “สงครามจะยุติลงในไม่ช้า ถ้ามนุษย์แก้ไขความประพฤติของตน” แล้วพระนางค่อยๆ ถอยห่างหายลับไป ในแสดงอาทิตย์ พลางชี้หัตถ์ไปทางนั้น และให้เกิดมหัศจรรย์ใหญ่ ซึ่งฝูงชนทั้งหมดเห็นเป็นพยาน : ฉับพลันนั้น ลูซีอาร้องว่า “ดูดวงอาทิตย์ซิ!” ฝูงชนสังเกตเห็นเหตุการณ์น่าตกใจสะเทือนขวัญเพียงครั้งเดียวในชีวิต! ฝนหยุดตก เมฆครื้มแต่เช้าจางหายไป ดวงอาทิตย์ปรากฏตรงศีรษะเหมือนรูปจานเงิน มองด้วยตาเปล่าไม่เคืองตา แล้วฉับพลันนั้นดวงอาทิตย์ก็เริ่มหมุนรอบตนเองประดุจล้อไป แสงพวยพลุ่งไปรอบทิศ เปลี่ยนเป็นสีต่างๆ ท้องฟ้า, ต้นไม้, แผ่นดิน, หิน และฝูงชนเหมือนถูกย้อมด้วยสีเขียว, เหลือง, แดง, ม่วง… ดวงอาทิตย์หยุดชั่วครู่แล้วหมุนแผ่รังสีจ้า กว่าเก่าอีก.. แล้วเริ่มใหม่อีกเป็นครั้งที่ 3!

บัดดลนั้นฝูงชนเห็นดวงอาทิตย์หลุดลอยจากท้องฟ้า หมุนเคว้งคว้างอยู่เหนือพวกเขา ทุกคนอกสั่นขวัญแขวนร้องว่า “มหัศจรรย์! มหัศจรรย์ !” บ้างร้องว่า “วันทามารีอา” ; ส่วนใหญ่วิงวอนว่า “พระเจ้าข้า กรุณาลูกด้วยเถิด! ทุกคนคุกเข่าลง!… ทุกคนคุกเข่าลง! …สวดบทแสดงความทุกข์ดังลั่น! มละขับร้องบทข้าพเจ้าเชื่อ เสียงสั่นเทา! ชายชราคนหนึ่งตะโกนลั่นว่า “พรหมจารีศักดิ์สิทธิ์, พรหมจารีผู้มีบุญ พรหมจารีแห่งสายประคำ โปรดช่วยประเทศโปรตุเกสด้วยเทอญ! ฯลฯ…

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น 10 นาที ท่ามกลางฝูงชน 70,000 คน เป็นประจักษ์พยานยืนยัน: มีทั้งผู้ที่เชื่อและไม่เชื่อ, ทั้งชาวชนบทไร้การศึกษา และชาวเมืองที่มีการศึกษา, ทั้งนักวิทยาศาสตร์, แพทย์และนักหนังสือพิมพ์…ปรากฏการณ์นี้ แม้ผู้ที่อยู่ห่างไกลถึง 30-40 กม. ก็ยังสังเกตเห็น และเมื่อฝูงชนหายตื่นตระหนกตกใจแล้ว ทุกคนยังต่องประหลาดใจอีกครั้ง เพระเสื้อผ้าที่เปียกปอนด้วยน้ำฝน และรอยเปื้อนน้ำโคลนกระเซ็นเมื่อสักครู่กลับแห้งสนิทและสดอาดหมดจดทีเดียว ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจ ที่ได้ยินเสียงฝูงชนตะโกนเป็นพันๆ ครั้งว่า “เราได้เห็นเครื่องหมายของพระเป็นเจ้าแล้ว” มีแต่ผู้มีความเชื่อวิปริตเท่านั้นกล้าปฏิเสธเหตุการณ์นี้!

 

ท่าทีของพระศาสนจักร

บัดนี้เราจะสรุปท่าทีของพระศาสนจักรต่อพฤติการณ์ทั้งมวลที่ฟาติมา…ตลอดเวลาหลายปีบุคคลฝ่ายพระศาสนจักร (ในโปรตุเกส) ขณะนั้นคัดค้านอย่างหนักหน่วง..มีพระสงฆ์ไม่กี่องค์กล้าศึกษาปัญหาเรื่องนี้ และลงมือป้องกัน จวบจนวันที่ 3 พ.ค. 1922 พระสังฆราชองค์ใหม่แห่งเลอีเรีย (ฟาติมาอยู่ในสังฆมณฑลนี้) คือพระคุณเจ้า ดาซิลวา ได้สั่งให้สอบสวนเรื่องนี้ตามประมวลกฎหมายพระศาสนจักร…และในวันที่ 13 ตุลาคม 1930 จึงได้ประกาศเป็นทางการโดยยืนยันทางจดหมายเวียนถึงประชาสัตบุรษว่า การประจักษ์แก่เด็กทั้งสามนั้นเป็นเรื่อง “เชื่อถือได้” และตั้งแต่นั้นมาก็อนุญาตให้ประกอบคารวกิจถวายแด่พระแม่เจ้าแห่งฟาติมาได้โดยเปิดเผย วันที่ 13 พฤษภาคม ปีต่อมาคือ 1931 สมเด็จพระคาร์ดินัลแห่งลิสบอนทรงเป็นประธานเชิญชวนประชาสัตบุรุษ, พระสงฆ์, พระสังฆราชทั่วประเทศโปรตุเกสให้พร้อมใจกันมาสมโภชเป็นการสมนาคุณพระแม่เจ้าแห่งฟาติมา ต่อมาปี 1936 เกิดสงครามกลางเมืองในสเปน…เนื่องจากพวกคอมมิวนิสต์สเปนต้องนองเลือก วัดวาอารามถูกทำลาย ชีสงฆ์ถูกฆ่าทารุณ…คณะพระสังฆราชและประชาสัตบุรษโปรตุเกส ได้สวดวิงวอนพระแม่แห่งฟาติมา และปฏิญาณว่า “ถ้าประเทศโปรตุเกสพ้นจากมหันตภัยนี้ ก็จะถวายประเทศชาติแด่ดวงหทัยนิรมลของพระแม่อีกครั้งหนึ่ง” ผลก็คือ ระหว่างที่สเปนกำลังตกอยู่ในภาวะโกลาหลอลหม่าน…ส่วนโปรตุเกส ซึ่งอยู่ใกล้ชิด คงอยู่เป็นสุขสัวสดี ในความคุ้มครองของพระแม่เจ้าแห่งฟาติมา

ฉะนั้นวันที่ 13 พ.ค. 1937 ทั้งคณะสงฆ์และสัตบุรษกว่า 500,000 คน ได้ไปชุมนุมฉลอง ณ แอ่งอิรีอา เพื่อรื้อฟื้นการปฏิบัติตามสารที่แม่พระแจ้งให้ทราบ คือ ปรับชีวิตของตนเสียใหม่ ด้วยการใช้โทษบาปและสวดภาวนาด้วยใจร้อนรน เพื่อพระแม่เจ้าจะได้ทรงคุ้มครอง มิใช่เฉพาะแต่ครอบครัวของตนทั้งประเทศโปรตุเกสด้วย

ความลับแห่งฟาติมา สารแห่งฟาติมา ที่เป็นความลับ มี 3 ข้อ 2 ข้อแรกเปิดเผยแล้ว คือ

  1. การเห็นนรก แดนทรมาน น่าสะพรึงกลัว ซึ่งวิญญาณจำนวนมากเป็นต้นเนื่องจากบาปผิดต่อความบริสุทธิ์ต้องทนทุกข์ทรมานชั่วนิรันดร
  2. ลัทธิคอมมิวนิสต์จะระบาดไปทั่วโลก…จะมีการเบียดเบียนพระศาสนจักร ข้อ 3. บังเป็นความลับอยู่ โดยลูซีอาเขียนใส่ซองผนึกไว้ และจะยังไม่เปิดเผย “จนกว่าจะถึงปี 1960” ต่อจากนั้นสุดแต่สมเด็จพระสันตะปาปาจะทรงเห็นควร..เราทราบว่าพระสันตะปาปายอห์นที่ 23 ได้ทรงเปิดอ่านและผนึกซองไว้ต่อไป เฉพาะความลับข้อ 2 ซึ่งเกี่ยวกับรุสเซียและสงครามโลก แม่พระบอกว่า “สงครามโลก (ครั้งที่ 1) จะสิ้นสุดลง (ค.ศ. 1914-1918)

แต่ถ้ามนุษย์ไม่เลิกทำเคืองพระทัยพระเป็นเจ้า ก็จะเริ่มควันสงครามคุกรุ่นขึ้นอีก ในสมณสมัยพระสันตะปาปาองค์ถัดไป (คือสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งคุกรุ่นแต่ปี 1938… ในสมณสมัยพระสันตะปาปาปีโอที่ 11 และระเบิดเมื่อปี 1939-1945)

คืนใดที่เห็นแสงสว่างประหลาดเกิดขึ้น ก็ให้รู้ไว้เถิดว่า นั้นแหละอาณัติสัญญาณที่พระเป็นเจ้ากำหนดลงโทษโลกใกล้เข้ามาแล้ว เนื่องจากบาปกรรมต่างๆ… จะมีสงคราม, ทุพภิกขภัย, การเบียดเบียนพระศาสนา และต่อองค์สมเด็จพระสันตะปาปา..(ลูซีอาเขียนละไว้ และแสดงสัญญาณนี้ปรากฏจริงในคืนวันที่ 25-26 ม.ค. 1938 เห็นได้ทั่วยุโรป…)

เมื่อป้องกันเหตุร้ายนั้น ฉัน (แม่พระ) มาขอให้ถวายประเทศรุสเซียแก่ดวงหทัยนิรมลของฉันและให้รับศีลมหาสนิทเป็นการชดเชยในวันเสาร์ต้นเดือน

ถ้าเชื่อฟังคำขอร้องของฉันรุสเซียจะกลับใจและจะมีสันติภาพ

มิฉะนั้นลัทธิอุบาทว์นั้นจะนำความลุ่มหลงไปในโลก, จะเกิดสงครามและการเบียดเบียนพระศาสนจักร, คนดีจำนวนมากจะเป็นมรณสักขี, พระสันตะปาปาจะต้องระทมทุกข์ทรมาน หลายชาติจะถูกทำลายไป…”

ข้าแต่พระแม่แห่งฟาติมาโปรดเสนอวิงวอนเพื่อลูกทั้งหลายด้วยเทอญ

Pope Visit Thailand

Facebook (วัดแม่พระฟาติมา)
ตารางมิสซา
วันธรรมดา (จันทร์-เสาร์)
- 06.15 และ 19.00 น.
วันอาทิตย์
- 07.00, 09.00 และ 17.30 น.
เทิดเกียรติแม่พระ
- ทุกวันที่ 13 ของเดือน
คุณพ่ออาแมสตอย (MEP)

350 ปี มิสซังสยาม

ภาพในอดีต

บทเพลง Fatima Choir