Get Adobe Flash player

ศีลศักดิ์สิทธิ์

ศีลแต่งงาน

ศีลแต่งงาน

ในศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก เราถือว่าการแต่งงานมีความสำคัญอย่างยิ่ง ถือเป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ที่พระผู้เป็นเจ้าทรงมีพระประสงค์และทรงเป็นพยานพร้อมทั้งประทานพระพรพิเศษให้ผู้ที่แต่งงานมีชีวิตร่วมกันเป็นสามีภรรยา มิใช่เป็นเรื่องของมนุษย์เท่านั้น

ศีลนี้ยังมีชื่อเรียกอื่นๆ อีก คือ บางครั้งเรียกว่า “ศีลกล่าว” เพราะในพิธีแต่งงานตามประเพณีของคริสตชน จะมีการกล่าวคำสาบานต่อกันและกันของเจ้าบ่าวเจ้าสาว หรือ บางครั้งเรียกว่า “ศีลสมรส” ซึ่งเรียกชื่อตามสากลหมายถึงการแต่งงานนั่นเอง
สาระสำคัญของศีลแต่งงานมีดังต่อไปนี้
1. เป็นศีลศักดิ์สิทธิ์ในเจ็ดศีลที่พระเยซูคริสตเจ้าทรงตั้งขึ้นเพื่อประทานพระพรแห่งชีวิตครอบครัว    อันได้แก่การเป็นสามี ภรรยา เป็นบิดา มารดา ถือเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญสำหรับการดำเนินชีวิตในการมีส่วนร่วมกับการสร้างมนุษย์ของพระผู้เป็นเจ้า
2. ดังที่ได้ทราบแล้วว่า ในศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ นั้น จะมีผู้ประกอบพิธี สำหรับศีลแต่งงานนี้ พิเศษตรงที่ว่า ผู้ประกอบพิธี คือ เจ้าบ่าว เจ้าสาว ส่วนพระสงฆ์และคนอื่นๆ ถือเป็นพยานในพิธีเท่านั้น และคำกล่าวที่สำคัญที่สุด คือ การให้พันธสัญญาต่อกันและกันด้วยคำสัญญาว่า “…ขอรับคุณ…เป็นสามี (ภรรยา) และขอสัญญาว่าจะถือซื่อสัตย์ต่อคุณทั้งในยามสุขและยามทุกข์ ทั้งในเวลาป่วยและในเวลาสบาย เพื่อรักและยกย่องให้เกียรติคุณจนกว่าชีวิตจะหาไม่” คำสัญญานี้ถือเป็นพันธสัญญาเพราะมีข้อผูกมัดที่จะต้องถือปฏิบัติ จะละเลยมิได้ ส่วนการที่จะถือว่าเป็นศีลศักดิ์สิทธิ์ที่สมบูรณ์    ทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวจะต้องเป็นคาทอลิก    ถ้าหากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมิใช่คาทอลิก พระศาสนจักรถือว่าเป็นเพียง “พิธีแต่งงานแบบคาทอลิก” เท่านั้น หรือ ที่เรียกกันติดปากว่า พิธีแต่งงานแบบต่างคนต่างถือ    แน่นอนว่าพระเป็นเจ้าทรงประทานพระพรให้ด้วยเช่นกัน แต่มิใช่พิธีที่สมบูรณ์แบบศีลศักดิ์สิทธิ์
3. การแต่งงานแบบคาทอลิกมีระเบียบปฏิบัติหลายประการ เช่น
ก. ต้องมีพื้นฐานที่สำคัญคือ “ความรัก” ที่ทั้ง 2 คนจะต้องมีต่อกันอย่างแท้จริง จึงต้องมีการศึกษาดูใจกันพอสมควร
ข. ต้องมีเจตนาจะมีบุตร    ดังนั้น หากคู่แต่งงานใดจะแต่งงานโดยไม่ต้องการมีบุตร  ย่อมจะกระทำพิธีมิได้
ค. ต้องมีอิสระ หรือ เสรีภาพในการตัดสินใจ    เลือกคู่แต่งงานด้วยตัวเอง มิได้ถูกบังคับหรือที่เราเรียกว่า “คลุมถุงชน”.
ง. ต้องมีการเตรียมตัวเข้าสู่การแต่งงานอย่างดี    ด้วยการเรียนรู้ถึงการดำรงชีวิตครอบครัวตามหลักปฏิบัติของคาทอลิก    ดังนั้น จึงต้องติดต่อกับทางวัด (พระสงฆ์) ก่อนจะมีพิธีนานพอสมควร เพื่อพระสงฆ์จะได้จัดให้ได้รับการอบรมพอสมควร ปกติควรติดต่อกับทางวัดอย่างน้อย 3 เดือน    ทั้งนี้ เพราะบางกรณีอาจมีข้อขัดขวางที่ไม่สามารถจะประกอบพิธีได้เหมือนกัน
จ. การแต่งงานแบบคาทอลิก จะต้องถือเป็นการมีสามีเดียว ภรรยาเดียว (ผัวเดียว-เมียเดียว) พร้อมทั้งจะเลิกรากันหรือหย่ากันไม่ได้ ต้อง “ร่วมทุกข์ ร่วมสุข” กันไปจนตลอดชีวิต จะแต่งงานใหม่ได้ก็ต่อเมื่อ ฝ่ายหนึ่งฝ่ายตายไปแล้ว    เพราะพันธสัญญาที่ให้กันในวันแต่งงานก็เป็นอันสิ้นสุดลงด้วยอย่างไรก็ดี มีสามีภรรยาหลายคู่ที่เลิกรากันไปเฉยๆ อย่างนี้พันธสัญญานั้นไม่ถือว่าสิ้นสุด จะแต่งงานใหม่ไม่ได้    ยกเว้นแต่จะได้รับการประกาศจากพระศาสนจักรให้พันธสัญญานั้นเป็นโมฆะเสียก่อน ซึ้งก็ต้องใช้เวลาพิสูจน์และดำเนินเรื่องผ่านทางศาลของพระศาสนจักรเท่านั้น
4. คาทอลิกที่จะเข้าพิธีแต่งงานนั้นจะต้องเตรียมจิตใจของตนให้สะอาดปราศจากบาปต่างๆ    ดังนั้น จึงต้องแก้บาปอย่างดี พร้อมทั้งภาวนาวอนขอพระพรจากพระผู้เป็นเจ้าเป็นพิเศษด้วย
พระศาสนจักรมิได้ห้ามการแต่งงานแบบต่างคนต่างถือแต่ก็มิได้ส่งเสริมหรือสนับสนุน    หากแต่ขอให้ฝ่ายคาทอลิกต้องประพฤติปฏิบัติตนเป็นคริสตชนที่ดี เป็นแบบอย่างที่ดีแก่คู่ชีวิตของตน เพื่อเป็นพยานยืนยันถึงความรักและพระเมตตาของพระเป็นเจ้าที่ตนเคารพรัก เชื่อ และไว้ใจในพระองค์

สรุปว่า ในภาคปฏิบัติหากใครต้องการจะแต่งงานแบบคาทอลิก สิ่งที่ต้องพิจารณาก็คือ
1. ต้องอย่างน้อยมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นคาทอลิก
2. ต้องไปพบกับพระสงฆ์เจ้าอาวาสของวัดของตนเพื่อแจ้งให้ท่านทราบและขอคำแนะนำอย่างน้อยก่อนวันแต่งงานประมาณ 3 เดือน เพราะบางครั้งอาจมีข้อขัดขวางไม่สามารถทำพิธีให้ได้ด้วยเหมือนกัน ระวังอย่าไปกำหนดวันแต่งงานก่อนที่จะปรึกษาพระสงฆ์ เพราะในวันนั้นอาจจะกระทำพิธีไม่ได้ เนื่องจากมีข้อห้ามพระศาสนจักรอยู่    ดังนั้น ก่อนพิมพ์การ์ด ควรปรึกษาพระสงฆ์เสียก่อน
3. ต้องให้เวลาพอเพียงที่จะรับการอบรมจากพระสงฆ์    ในเรื่องการแต่งงานและต้องมีเวลาให้พระสงฆ์เตรียมเอกสารต่างๆ พอสมควร
เราต้องระลึกเสมอว่า ครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ คือ ครอบครัวขององค์พระเยซูเจ้า อันประกอบด้วย พระเยซู แม่พระและนักบุญยอแซฟ เป็นแบบอย่างแห่งครอบครัวที่เราทุกคนจะต้องเลียนแบบให้ได้ใกล้เคียงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ว่าเราจะเป็นบิดา-มารดา หรือ เป็นลูกก็ตาม

ที่มา : หนังสือ หลักธรรมคำสอนคาทอลิก (คุณพ่อวุฒิเลิศ แห่ล้อม)

ข้อมูลจาก : kamsonbkk.com

ศีลบวช

ศีลบวช

ศีลบวช คือ ศีลศักดิ์สิทธิ์ที่บันดาลให้บุคคลเป็นพระสงฆ์ พร้อมทั้งรับมอบอำนาจและพระหรรษทานที่จะกระทำหน้าที่ขององค์พระเยซูคริสตเจ้าบนโลกนี้ หน้าที่อภิบาล หน้าที่เทศน์ สอนคำสอน และเป็นต้นหน้าที่ในการโปรดศีลศักดิ์สิทธิ์

พระเยซูคริสตเจ้าทรงเลือกอัครสาวก ทรงอบรมสั่งสอนประทานพระพรแก่พวกเขา    ที่สำคัญทรงมอบอำนาจในการถวายบูชา (การเสกศีลมหาสนิท) และอำนาจแห่งการยกบาป    ดังที่กล่าวไปแล้วในเรื่องศีลมหาสนิทและศีลอภัยบาป    และอำนาจดังกล่าวนี้ก็ถูกสืบทอดกันต่อๆ มาโดยพระสังฆราชผู้สืบตำแหน่งจากอัครสาวก มายังพระสงฆ์อีกทีหนึ่ง

ในความเชื่อของเรา เราเชื่อว่า “พระสงฆ์” คือ องค์พระคริสตเจ้า จึงมีคำกล่าวว่า “พระสงฆ์ คือ พระคริสตเจ้าอีกองค์หนึ่ง” (Alter Christus)    พระสงฆ์เป็นผู้ที่ได้รับการเรียกจากพระเป็นเจ้า (มีกระแสเรียก) ให้เตรียมตัวที่จะเป็นพระสงฆ์        และหลังจากการเตรียมตัวพอสมควร พระองค์จะทรงเลือกบางคนให้ได้รับศีลบวชเป็นพระสงฆ์    ดังนั้น การเป็นพระสงฆ์จึงถือว่าเป็นน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้าที่จะทรงเรียกและเลือกบางคนเท่านั้น    ดังพระวาจาที่ทรงบอกว่า “มิใช้เจ้าที่เลือกเรา แต่เป็นเราที่เลือกเจ้า และตั้งเจ้าให้เป็นพระสงฆ์”
ระหว่างที่ได้รับการเรียก และฝึกหัดเรียนรู้ที่จะก้าวไปสู่ความเป็นสงฆ์นี้ เราเรียกว่า “สามเณร” โดยปรกติจะไปอยู่รวมกันใน “บ้านเณร” คือ หอพักที่มีกฎระเบียบมีการอบรมแนะนำให้ค่อยๆ เรียนรู้และเข้าใจถึงกระแสเรียก อันหมายถึงน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้าที่ทรงมีต่อตนเอง    ในบ้านเณรจะต้องเรียนรู้ทั้งวิชาทางโลกและทางธรรม คือ วิชาสามัญ และวิชาคำสอน เป็นต้น พระคัมภีร์และหน้าที่ของสามเณรที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าการเรียนรู้ คือ การฝึกหัดตนเองให้เป็นผู้เจริญเติบโตในความเชื่อ ความศรัทธา ต่อพระเป็นเจ้า รู้จักการทำงานร่วมกับผู้อื่น มีบุคลิกการเป็นผู้นำ มีความสุภาพ ความมัธยัสถ์ และพร้อมที่จะมีชีวิตเป็นโสดไม่แต่งงานตลอดชีวิต    หลักสูตรที่สำคัญ คือ ต้องมีความรู้เรื่องปรัชญาและเทวศาสตร์อย่างดีพอสมควร
ในเวลาเดียวกัน เงื่อนไขสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ต้องตัดสินใจที่จะบวชเป็นพระสงฆ์ด้วยเสรีภาพของตนเอง ปราศจากแรงกดดันหรือ การบังคับใดๆ ทั้งสิ้น
ดังนั้น จึงไม่แปลกที่มีผู้ที่เป็นเณร คือ ได้รับการเรียกเข้าไปฝึกหัดตนเพื่อเป็นพระสงฆ์    แต่ภายหลังต้องออกไปเพราะพระเป็นเจ้าทรงเลือกบางคนเท่านั้น… แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น ผู้ที่ได้รับการเรียกจากพระเป็นเจ้าให้เป็นเณรก็พึงที่จะกระทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด    ส่วนพระเป็นเจ้าจะทรงให้บวชเป็นพระสงฆ์หรือไม่นั้น คือ “น้ำพระทัย” ของพระองค์
มีคำถามว่า เรารู้ได้อย่างไรว่าพระเป็นเจ้าทรงเรียกเรา    แน่นอน “กระแสเรียก” นี้เกิดขึ้นกับบางคนเท่านั้น และเกิดขึ้นในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป    บางครั้งเมื่อแรกเข้าไปบ้านเณรแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นพระสงฆ์คืออะไร เช่น บางคนอยากเข้าบ้านเณรเพราะเห็นว่าเณรเรียบร้อยดี หรือ บางคนเห็นบ้านเณรมีเล่นฟุตบอลกันสนุกดี ฯลฯ     แต่ภายหลังค่อยๆ เรียนรู้ฝึกหัดรับการอบรมไป จึงเข้าใจแจ้งชัดขึ้น และตัดสินใจเลือกชีวิตสงฆ์    แต่อย่างไรก็ตามก็ยังต้องได้รับการอนุมัติจากพระสังฆราชของตนเองเสียก่อนจึงจะรับศีลบวชได้
เรียนนานไหม กว่าจะได้บวช    โดยปรกติเมื่อเข้าเรียน ม.1 จะใช้เวลาประมาณ 15 ปี    ดังนั้น ถ้านับอายุก็น่าจะประมาณ 28-30 ปี ซึ่งถือว่าเป็นผู้ใหญ่แล้ว และถ้าจะถามว่า เมื่อเข้าบ้านเณรตั้งแต่ ม.1 จะบวชได้สักกี่เปอร์เซนต์    ตามสถิติจะอยู่ที่ประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ คือ ร้อยคนจะได้เป็นพระสงฆ์ประมาณ 15 คน
ผู้ที่จะรับศีลบวชเป็นพระสงฆ์ได้ในปัจจุบันนี้ พระศาสนจักรกำหนดให้เพียงผู้ชายเท่านั้น    ดังนั้น สตรีจะบวชเป็นพระสงฆ์ยังไม่ได้    ส่วนครึ่งหญิงครึ่งชาย ถ้ารู้มาก่อนบวชก็จะไม่ได้รับการอนุญาตให้บวชเหมือนกัน คราวนี้ถ้าหากบวชแล้วมีอาการดังกล่าวภายหลัง ก็จะได้รับการพิจารณาจากพระสังฆราช  และมีการหาหนทางแก้ไข    ถ้าแก้ไม่ได้ก็คงต้องพ้นจากหน้าที่สงฆ์ไปตามระเบียบ
พระสงฆ์มีความสำคัญมากในพระศาสนจักร    เพราะเป็นผู้กระทำหน้าที่สำคัญที่องค์พระเยซูทรงมอบหมายให้โดยตรง เป็นต้น เรื่องการโปรดศีลศักดิ์สิทธิ์ เช่น ศีลมหาสนิท (ถวายมิสซา) และศีลอภัยบาป    จนมีคำกล่าวว่า “ถ้าไม่มีพระสงฆ์ก็ไม่มีมิสซา เมื่อไม่มีมิสซาก็ไม่มีศีลมหาสนิท”
ดังนั้น เราจะต้องเอาใจใส่สนับสนุนช่วยเหลือให้มีกระแสเรียกการเป็นพระสงฆ์มากยิ่งๆ ขึ้น และต้องเอาใจช่วย สวดภาวนาให้พระสงฆ์ที่มีอยู่แล้วของเราดำรงชีวิตที่ซื่อสัตย์ต่อพระกระแสเรียก    สามารถทำงานในนามของพระเป็นเจ้า คือ การอภิบาลดูแลประชาสัตบุรุษ เทศน์  และสอนคำสอนอย่างดีมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ที่มา : หนังสือ หลักธรรมคำสอนคาทอลิก (คุณพ่อวุฒิเลิศ แห่ล้อม)

ข้อมูลจาก : kamsonbkk.com

ศีลเจิมคนไข้

ศีลเจิมคนไข้

    พระเยซูคริสตเจ้าทรงตังศีลเจิมคนไข้ขึ้นจากน้ำพระทัยดีของพระองค์ที่ทรงรักและปรารถนาที่จะช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นจากอันตรายฝ่ายวิญญาณ คือ ทำให้หลุดพ้นจากบาป    อีกทั้งยังมีฤทธิ์อำนาจที่จะบันดาลให้ผู้ป่วยมีสุขภาพดีขึ้น    และมีสติกำลังในการต่อสู้กับความอ่อนแอของตนได้
สมัยก่อนเราเรียกศีลนี้ว่า “ศีลทาสุดท้าย” แต่ดูเหมือนชื่อนี้จะทำให้ผู้คนไม่ค่อยอยากจะรับศีลนี้เท่าไหร่ เพราะคิดว่า “ใครจะรับศีลนี้แล้วจะต้องตาย” เพราะเป็นเพราะเป็นการเจิมการทาครั้งสุดท้ายนั่นเอง ภายหลังจึงใช้ชื่อเสียใหม่ว่า ศีลเจิมคนไข้ หรือ ศีลเจิมคนป่วย
ตามปกติผู้ที่จะรับศีลนี้ คือ ผู้ป่วยที่อยู่ในอันตรายว่าจะเสียชีวิต คือ ผู้ป่วยหนัก    คราวนี้ก็เกิดคำถามว่า “หนักแค่ไหน”    คำตอบก็คือยังมีความรู้สึกมีสติอยู่ มิใช่เข้าขั้นตรีทูตเพราะจะได้สามารถรับศีลอภัยบาปและศีลมหาสนิทได้ บางครั้งในบางกรณีแม้ไม่ได้ป่วยไข้ก็สามารถรับศีลนี้ได้เหมือนกัน เช่น ในกรณีของผู้สูงอายุ    จึงมีหลายแห่งนิยมโปรดศีลเจิมฯ แก่บรรดาผู้อาวุโสในโอกาสสำคัญ เช่น วันผู้สูงอายุ หรือ ในกรณีของการผ่าตัดใหญ่ต้องวางยาสลบ    ถ้าเป็นไปได้ก็รับศีลเจิมฯ ก่อนก็ดี    หรือบางครั้งก่อนการเดินทางที่อาจเกิดอันตราย หรือ ก่อนไปทำศึกสงคราม เห็นต้น
ดังนั้น เราต้องรู้ว่า เมื่อมีคริสตชนคนใดที่อยู่ในอันตรายดังกล่าว เช่น ญาติพี่น้อง หรือ คนใกล้ชิดกับเรา หรือ คนที่เรารู้จัก    เราต้องรีบไปติดต่อขอพระสงฆ์ที่ใกล้ที่สุดให้มาโปรดศีลเจิมฯ แก่เขาโดยเร็วที่สุด    โดยๆไม่ต้องเกรงใจพระสงฆ์ เพราะเป็นหน้าที่อันดับแรกและสำคัญที่สุดที่พระสงฆ์ต้องกระทำไม่ว่าเวลาใดก็ตาม เรียกว่าต้องบริการ 24 ชั่วโมงและไม่ว่าจะเป็นที่โรงพยาบาล ที่บ้าน ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม ต้องดูก่อนว่าคนที่จะรับศีลนี้อยู่ในอาการป่วยหนัง หรือ อยู่ในอันตรายจะเสียชีวิต มิใช่เป็นหวัดนิดหน่อย เป็นไข้ตัวร้อน ปวดท้องนิดหน่อย ยังไม่ถึงขั้นหาหมอเลย ก็ตามพระสงฆ์มาโปรดศีลเจิมฯ เสียแล้ว    อย่างนี้ก็ยุ่ง พระสงฆ์คงไม่ต้องทำอย่างอื่นกันแน่ๆ
เมื่อเราไปเชิญพระสงฆ์มาโปรดศีลเจิมฯ สิ่งที่เราต้องทำ คือ ต้องเตรียมสถานที่ให้เรียบร้อยด้วย เช่น จัดโต๊ะปูผ้าขาวมีเทียนมีกางเขนตั้งไว้ และเตือนคนไข้ให้เตรียมตัวด้วยการสวดภาวนา เพื่อรับศีลศักดิ์สิทธิ์        และที่สำคัญต้องแจ้งให้พระสงฆ์ทราบด้วยว่าคนไข้สามารถรับศีลมหาสนิทได้หรือไม่ เพื่อพระสงฆ์จะได้เชิญศีลมหาสนิทมาด้วย    ถ้าคนไข้สามารถรับศีลมหาสนิทได้ บางรายไม่แจ้งพระสงฆ์ให้ทราบเลยไม่ได้รับศีลมหาสนิท หรือ บางรายพระสงฆ์เชิญศีลมหาสนิทไปด้วย แต่ปรากฏว่าคนไข้รับไม่ได้ เนื่องจากมีสายออกซิเจน สายอาหาร เสียบไว้เต็มปากเต็มคอไปหมด…
สาระสำคัญของศีลเจิมคนไข้ ก็คือ การที่พระสงฆ์เจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์ คือ น้ำมันสำหรับผู้ป่วยที่เสกในวันพฤหัสศักดิ์สิทธิ์บนหน้าผากและมือทั้ง 2 ข้าง พร้อมกับสวดภาวนาว่า “อาศัยการเจิมอันศักดิ์สิทธิ์นี้ และอาศัยพระเมตตาอันล้นพ้นของพระเจ้า ขอพระองค์ทรงช่วยท่านด้วยพระหรรษทานของพระจิต ช่วยท่านให้พ้นบาปอีกทั้งบรรเทาและช่วยท่านให้รอด” ผู้ที่โปรดศีลเจิมคนป่วยได้จะต้องเป็นพระสงฆ์เท่านั้น
ขณะที่พระสงฆ์กำลังโปรดศีลแก่ผู้ป่วยนั้น บรรดาญาติพี่น้องและทุกคนที่อยู่ที่นั่นควรที่จะร่วมในพิธีสวดภาวนาร่วมกันเป็นกำลังใจให้ผู้ป่วยได้รับศีลเจิมอย่างดี    มิใช่ปล่อยให้พระสงฆ์กระทำพิธีอยู่คนเดียว แม้บางครั้งมีญาติพี่น้องที่มิใช่คริสตชนก็พึงที่จะอธิบายให้เขาเข้าใจความหมายของศีลเจิมฯ ด้วย เพื่อที่เขาจะสามารถร่วมจิตใจได้ในระดับหนึ่ง
พึงตระหนักว่า ศีลเจิมคนไข้ เป็นศีลศักดิ์สิทธิ์หนึ่งในเจ็ดประการที่สำคัญสำหรับคริสตชน สามารถรับศีลได้หลายครั้งตามความจำเป็น    ฤทธิ์อำนาจหรือพระพรจากศีลศักดิ์สิทธิ์ประการนี้สามารถช่วยทั้งวิญญาณให้ปราศจากบาปและช่วยร่างกายให้มีกำลังในการต่อสู้กับความเจ็บป่วย และสามารถทำให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บก็ได้ถ้าพระองค์ทรงพอพระทัย
ในกรณีที่คนไข้หมดสติไปแล้ว ก็ควรที่จะรีบเชิญพระสงฆ์มาโปรดศีลเจิมฯ โดยด่วน เพราะเขาอาจจะมีความรู้สึกบางอย่างอยู่ก็ได้ พระสงฆ์จะโปรดศีลให้ทันที ภายใต้เงื่อนไขว่า ถ้าหากเขายังสามารถรับรู้ได้ว่าพระสงฆ์กำลังโปรดศีลให้ เพราะเป็นไปได้ว่า บางครั้งเขาอาจจะได้ยินเราพูดเราสวดภาวนา    ดังนั้น การเฝ้าอยู่กับคนป่วย ขณะที่เขาเข้าตรีทูตและสวดภาวนาเสียงดัง เพื่อเขาได้ยินหรือ รู้จักกันในสมัยก่อนว่า “เรียกพระ” คือ จะมีคนหนึ่งบอกเขาอยู่ข้างๆ หูให้คิดถึงพระคิดถึงแม่พระ ฯลฯ เพราะเชื่อกันว่าเป็นการเตือนสติให้คนไข้คิดถึงพระ และสิ้นใจในศีลในพรของพระเจ้า

ที่มา : หนังสือ หลักธรรมคำสอนคาทอลิก (คุณพ่อวุฒิเลิศ แห่ล้อม)

ข้อมูลจาก : kamsonbkk.com

ศีลอภัยบาป

ศีลอภัยบาป

       พระเยซูคริสตเจ้าทรงตั้งศีลอภัยบาปนี้ขึ้น เพื่อทรงช่วยให้มนุษย์จะได้สามารถชำระล้างมลทินบาปและความผิดให้หมดไป    ให้มีชีวิตพระหรรษทานเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าอีกครั้งหนึ่ง
ดังนั้น เมื่อพิจารณาดีๆ จะเห็นว่าความรักที่พระเป็นเจ้าทรงมีต่อเรามนุษย์นั้นยิ่งใหญ่เพียงใด    เราสามารถเข้าใจทันทีว่าความรักที่พระเยซูเจ้าทรงมีต่อมนุษย์นั้นหาที่เปรียบมิได้จริงๆ    ก่อนเสด็จขึ้นสวรรค์ ทรงตั้งศีลมหาสนิท และเมื่อทรงรู้ว่ามนุษย์จะทำบาปทำผิด ก็ทรงตั้งศีลอภัยบาปไว้ด้วยเรียกว่าหาวิธีช่วยมนุษย์ทุกรูปแบบก็ว่าได้
เมื่อพระเยซูเจ้าทรงตั้งศีลอภัยบาปแล้ว ทรงมอบอำนาจแห่งการยกบาปนี้ให้กับบรรดาอัครสาวกและบรรดาพระสังฆราช พระสงฆ์ ให้กระทำหน้าที่ยกบาปแทนพระองค์ในโลกนี้ด้วย    โดยตรัสว่า “ท่านจงรับพระจิตเจ้า บาปใดๆ ที่ท่านจะยกบาปนั้นๆ จะเป็นอันยกออก และบาปใดๆ ที่ท่านจะหน่วงไว้ บาปนั้นจะเป็นอันหน่วงไว้ด้วย”
ดังนั้น ผู้โปรดศีลอภัยบาป คือ บรรดาพระสงฆ์ ซึ่งได้ใช้อำนาจนี้โดยได้รับอำนาจจากพระเยซูเจ้า ด้วยคำกล่าวในเวลามีผู้ไปรับศีลอภัยบาปว่า “… ข้าพเจ้าอภัยบาปทั้งสิ้นของท่าน เดชะพระนามพระบิดา และพระบุตร และพระจิต อาแมน” พร้อมทั้งยกมืออวยพรให้แก่ผู้ไปแก้บาป
วิธีการรับศีลอภัยบาปอย่างดี    แน่นอนว่าตามเหตุผลที่สำคัญที่จะทำให้ศีลอภัยบาปเกิดผลอย่างเต็มที่แก่ผู้รับศีลนี้ จึงเรียกร้องลักษณะที่สำคัญ ดังนี้
ก. ความสำนึกผิด    หมายถึง การรับศีลอภัยบาปที่ดีและมีคุณค่านั้น ย่อมต้องการการยอมรับเสียก่อนว่า ตนเองกระทำผิด และปรารถนาจะแก้ไขความผิดนั้นด้วยจริงใจ ลักษณะเช่นนี้เราเรียกว่า “สำนึกผิด” ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุด เพราะมิฉะนั้นแล้ว จะไม่มีผลอะไรเลย เหมือนกับคนไข้จะไปให้หมอรักษา เขาจะต้องยอมรับเสียก่อนว่าตนเองป่วยและต้องการการรักษานั้น จะต้องร่วมมือกับหมออย่างเต็มที่ เพื่อการรักษานั้นจะเกิดผลอย่างดี
ข. ความตั้งใจจริงที่จะแก้ไขและไม่ทำผิดทำบาปอีก    คือ การแสดงเจตนา หรือ มีจิตใจที่แน่วแน่ที่จะพยายามเอาชนะความอ่อนแอ หรือการประจญล่อลวงที่ทำให้ตกในบาปนั้นๆ    ทั้งนี้ ด้วยการวอนขอพระเมตตา ความช่วยเหลือจากพระเป็นเจ้า…    แม้จะรู้ว่า อาจจะทำผิดทำบาปอีกก็ตาม เหมือนกับการเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทาง มีบางครั้งอาจอ่อนล้าล้มลงบ้าง จำเป็นที่จะต้อง”ลุกขึ้น” และเดินต่อไปเสมอ
ค. การสารภาพบาป (บอกบาป)        คือ การเข้าไปยังที่แก้บาปและบอกบาปที่ตนเองได้กระทำไปทั้งหมด ตามที่ได้พิจารณามาแล้วแก่พระสงฆ์ผู้ฟังแก้บาป ข้อปฏิบัติที่ต้องกระทำก็คือ
•    บอกบาปทุกข้อทุกประการที่ได้กระทำ    ด้วยเสียงดังฟังชัดพอสมควร คือ ไม่ดังเกินไป หรือ ค่อยเกินไป จำไว้ว่าถ้าจงใจปกปิดบอกบาปไม่หมด บาปทุกประการที่บอกไหก็จะไม่ได้รับการยกด้วย
•    ไม่ต้องบรรยายความเกินความจำเป็น    หลายคนพยายามอธิบายจนดูเหมือนจะทำให้กลายเป็นข้อแก้ตัวไป… ในเรื่องนี้หากพระสงฆ์สงสัยท่านจะถามเราเอง แต่มิใช่บอกสั้นๆ จนไม่ได้ความหมายอะไร เช่น บอกว่า “ลักขโมย” เฉยๆ ไม่รู้ว่าลักขโมยอะไร มากหรือน้อย เพราะความผิดมันต่างกัน เช่น คนหนึ่งลักขโมยเงินพ่อแม่ 20 บาทกับอีกคนหนึ่งขโมยเงินทานจากตู้ทานในวัด ความผิดมันต่างกันเยอะ
•    ต้องบอกจำนวนครั้งเท่าที่จำได้    หรือใช้ประมาณเอาก็ได้ เพื่อพระสงฆ์ผู้ฟังแก้บาปจะได้ให้คำแนะนำตักเตือนได้ถูกต้องและเหมาะสม
•    ภาษาที่ใช้แก้บาปก็เหมือนกัน    ต้องใช้ภาษาที่คุณพ่อเข้าใจได้ ยกเว้นในกรณีพูดไม่ได้จริงๆ เป็นต้น ตอนบอกบาปต่างๆ ส่วนบทสดนั้นจะใช้ภาษาเฉพาะของตนก็ได้ ในปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่จะพูดภาษาไทยได้ทุกคนอยู่แล้ว ทำไมบอกบาปจึงบอกเป็นภาษาไทยไม่ได้
•    พึงระลึกว่าการสารภาพบาปอย่างชัดเจน และตรงไปตรงมาจะเกิดประโยชน์อย่างยิ่ง    เพราะพระสงฆ์จะสนทนาอบรมหรือให้คำแนะนำได้ถูกต้องตรงประเด็นในการแก้ไขความผิดต่างๆ
ง. การใช้โทษบาป    ตามปกติเมื่อพระสงฆ์แนะนำตักเตือนเสร็จแล้วก็จะกำหนดกิจการใช้โทษบาปให้กระทำ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่เราต้องปฏิบัติให้ครบถ้วน และพึงระลึกเสมอว่า กิจการใช้โทษบาปที่พระสงฆ์กำหนดเป็นการกำหนดตามกฎระเบียบเท่านั้น    สิ่งที่เราต้องกระทำในชีวิตประจำวันต้องมากกว่า กล่าวคือ ต้องตั้งใจจริงที่จะแก้ไข ไม่ทำผิดทำบาปอีกและต้องพยายามจริงๆ ตามข้อตั้งใจนั้น กระทำให้เป็นกิจวัตร คือ กระทำบ่อยๆ ทุกๆ วัน
มีความผิดหรือบาปประเภทที่ต้องชดเชยด้วยนั่น คือ บาปที่ผิดยุติธรรม ถ้าต่อชื่อเสียงก็ได้แก่การใส่ความนินทา ถ้าต่อทรัพย์สินก็คือการลักขโมย ฉ้อโกงซึ่งทั้ง 2 ประการต้องชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่เขาด้วย ลำพังเพียงไปสารภาพบาปอย่างเดียวไม่เพียงพอ
ศีลอภัยบาป    เป็นศีลศักดิ์สิทธิ์ทีมิใช่มีพระพรในการยกบาปเหมือนยารักษาโรคเท่านั้น    หากแต่ยังเป็นเหมือนยาบำรุงที่สร้างชีวิตฝ่ายวิญญาณ ฝ่ายจิตของเราให้เข้มแข็งต่อสู้กับการประจญล่อลวง ได้อีกด้วย
ดังนั้น เราจึงควรรับศีลอภัยบาปบ่อยๆ สม่ำเสมอ โดยปกติก็ประมาณ 2 สัปดาห์ หรือ 1 เดือนต่อครั้ง    แต่ถ้าหากมีความจำเป็นก็สามารถรับได้เลย เช่น ในกรณีมีบาปหนัก เป็นต้น
ความลับของศีลอภัยบาป
พระสงฆ์ต้องถือเรื่องการมาสารภาพบาปของคริสตชนเป็นความลับสูงสุด พระสงฆ์องค์ใดก็ตามที่นำความลับในที่แก้บาปไปเปิดเผย จะถูกโทษจากพระศาสนจักรโดยอัตโนมัติให้ยุติหน้าที่ของการเป็นพระสงฆ์ทันที
อนึ่งเวลาไปสารภาพบาป ผู้สารภาพบาปจะรู้สึก “อาย” พระสงฆ์ บางครั้งเป็นเหตุให้ไม่กล้าสารภาพบาปบางประการ        เลยกลายเป็นสาเหตุให้ไม่ได้รับการอภัยบาป    ความอายนี้ถือเป็นโทษอย่างหนึ่งเหมือนกันดังนั้น เมื่อจะแก้บาปต้องตั้งใจจริงและถ้ารู้สึกอายก็ต้องยอมรับ เพราะมันคือโทษอย่างหนึ่งที่เราต้องชดเชยความผิด
นอกจากศีลอภัยบาปแล้ว มีสิ่งหนึ่งที่สามารถยกบาปได้ชั่วคราว นั่นคือ “พระคุณการุญ” ซึ่งหมายถึง พระคุณหรือพระพรที่พระศาสนจักรอาศัยอำนาจที่ได้รับจากพระเยซูคริสตเจ้าทรงพระกรุณายกโทษได้ชั่วคราว    ซึ่งบางครั้งก็สามารถยกโทษชั่วคราวได้ทั้งหมด เราเรียกว่า “พระคุณการุญบริบูรณ์” และบางครั้งยกโทษชั่วคราวนั้นได้เป็นบางส่วนเราเรียกว่า “พระการุญไม่บริบูรณ์”
ตัวอย่างการรับพระคุณการุญนี้ เข้าใจได้ง่ายๆ ก็คือ เวลาที่เราไปแสวงบุญยังสถานที่ หรือ วัดที่กำหนดให้ได้รับพระคุณ เช่น “แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์”    ถ้าเราตั้งใจจริงที่จะรับพระคุณ สวดภาวนาตามกฎระเบียบของพระศาสนจักรที่กำหนดไว้ เราก็จะได้รับการยกโทษชั่วคราว    แม้ขณะนั้นยังไม่สามารถรับศีลอภัยบาปได้ เราก็สามารถไปรับศีลมหาสนิทได้ และต้องรีบไปแก้บาปทันทีเมื่อมีโอกาสภายหลัง

ที่มา : หนังสือ หลักธรรมคำสอนคาทอลิก (คุณพ่อวุฒิเลิศ แห่ล้อม)

ข้อมูลจาก : kamsonbkk.com

ศีลมหาสนิท

ศีลมหาสนิท

    เราชาวคาทอลิกถือว่า “ศีลมหาสนิท” เป็นศีลศักดิ์สิทธิ์ที่มีความสำคัญเป็นพิเศษ และเป็นศีลที่ทุกคนต้องรับ เพราะเป็นองค์พระเยซูคริสตเจ้าเอง คือ เป็นทั้งพระกายและพระโลหิตของพระองค์
ถ้าจะถามว่าทำไมพระเยซูคริสตเจ้าทรงตั้งศีลมหาสนิท คำตอบก็เป็นเพราะความรักอันหาที่สุดมิได้ของพระองค์จริงๆ    กล่าวคือ ก่อนที่พระองค์จะทรงถูกจับ ถูกทรมาน และถูกตรึงสิ้นพระชนม์บนกางเขน    พระองค์ทรงปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะอยู่กับมนุษย์ที่พระองค์ทรงรัก เพราะทรงเป็นห่วงจริงๆ
การตั้งศีลมหาสนิท จึงเป็นวิธีที่พระองค์ทรงเลือกที่จะอยู่กับมนุษย์ด้วยการเป็นหนึ่งเดียวกับมนุษย์     ทรงมอบพระวรกายและพระโลหิตของพระองค์เป็นอาหารสำหรับเลี้ยงชีวิตวิญญาณของเราภายใต้รูปปรากฏของแผ่นปังและเหล้าองุ่น… ดังพระวาจาของพระองค์ทรงตรัสไว้ในอาหารค่ำครั้งสุดท้าย
“พระองค์ทรงหยิบปัง ทรงขอบพระคุณ ทรงบิขนมปังประทานให้บรรดาศิษย์ ตรัสว่า “นี่เป็นกายของเราที่ถูกมอบเพื่อท่านทั้งหลาย จงทำดังนี้เพื่อเป็นที่ระลึกถึงเราเถิด” ในทำนองเดียวกัน เมื่อกินอาหารเสร็จแล้ว พระองค์ทรงหยิบถ้วย ตรัสว่า “ถ้วยนี้เป็นพันธสัญญาใหม่ ในโลหิตของเราที่หลั่งเพื่อท่านทั้งหลาย” (ลก 22 : 19-20)
ดังนั้น ทุกครั้งเมื่อเรารับศีลมหาสนิทจึงเป็นการรับองค์พระเยซูเจ้าเข้ามาในชีวิตของเรา ทำให้เรามีชีวิตพระ คือ การได้เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์
เมื่อพูดถึง “ศีลมหาสนิท” เราจะต้องกล่าวถึง “พิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณ” หรือ ที่เราเรียกสั้นๆ ว่า “มิสซา” เพราะในมิสซานี้เองเป็นพิธีอัญเชิญให้องค์พระเยซูคริสตเจ้าเสด็จลงมาประทับอยู่ในรูปปรากฏของแผ่นปัง คือ พระวรกาย และในรูปปรากฏของเหล้าองุ่น คือ พระโลหิตของพระองค์ โดยเราเชื่อว่าทุกครั้งที่พระสงฆ์เสกศีล แผ่นปังและเหล้าองุ่นนี้จะเปลี่ยนเป็นพระกายและพระโลหิตของพระองค์    ทั้งๆ ที่รูปปรากฏภายนอกยังคงเห็นเป็นปังและเหล้าองุ่นอยู่
เหตุการณ์ข้างต้นนี้ถือเป็นข้อความเชื่อ ซึ่งไม่อาจะพิสูจน์ได้ตามเหตุผลประสามนุษย์    แต่พอจะเทียบเคียงได้กับแบงก์ หรือ ธนบัตรที่เรามีอยู่ กล่าวคือ ก่อนที่เขาจะทำเป็นธนบัตรออกมา เขาต้องมีกระดาษขาวๆ เสียก่อนและความเป็นกระดาษขาวนั้น คือ กระดาษธรรมดาไม่มีค่าอะไรมากมาย    แต่หลังจากกระดาษขาวแผ่นนั้นถูกนำไปพิมพ์เป็นธนบัตร ความเป็นกระดาษนั้นสูญสิ้นไป แต่กลับหลายเป็นความเป็นธนบัตรแทน มีคุณค่าในฐานะเงินที่นำไปซื้อข้าวของได้ เราไม่เรียกว่า กระดาษอีกต่อไป… หมายความว่า เมื่อแผ่นปังและเหล้าองุ่นได้รับการเสกจากพระสงฆ์ในพิธีมิสซาแล้ว “แก่น” หรือ “สาระสำคัญ” ของปังและเหล้าองุ่นก็หมดไป และกลับกลายเป็นพระกายและพระโลหิตของพระองค์    เราจะไม่เรียกว่าปังและเหล้าองุ่นแต่เรียกว่าพระกายและพระโลหิตของพระเยซูคริสตเจ้า
ในเวลาเดียวกัน เมื่อพระเยซูเจ้าตรัสว่า “ท่านจงกระทำการนี้ เพื่อเป็นที่ระลึกถึงเรา” ย่อมหมายถึงทรงมอบอำนาจแห่งการเสกศีลนี้ แก่บรรดาอัครสาวกและสืบทอดมายังบรรดาพระสงฆ์ทุกองค์ในปัจจุบันนี้ด้วย
ดังที่ได้เกริ่นไปแล้วว่า เราต้องกล่าวถึงพิธีบูชามิสซาเสมอเมื่อพูดถึงศีลมหาสนิท    บูชามิสซา คือ การบูชาที่พระสงฆ์กระทำในนามขององค์พระเยซูคริสตเจ้า พร้อมกับบรรดาคริสตชนคาทอลิก คือ ทั้งพระสงฆ์และคริสตชนผู้ร่วมพิธีได้ร่วมกันกับองค์พระเยซูคริสตเจ้า ถวายพระกายและพระโลหิตของพระองค์แด่พระบิดาจ้า เพื่อกอบกู้เราทั้งหลาย เราจึงบอกว่าบูชามิสซาที่เราถวายทุกๆ วันนี้เป็นบูชาเดียวกับบูชาขององค์พระเยซูคริสตเจ้าบนกางเขน เมื่อเกือบสองพันปีที่ผ่านมาด้วย
เราถือว่า บูชามิสซาเป็นการภาวนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด    เพราะเป็นบูชาขององค์พระเยซูคริสตเจ้า    โดยมีพวกเราเข้าไปมีส่วนร่วมในบูชานี้    และเป็นการแสดงออกอย่างเด่นชัดถึงลักษณะและจุดประสงค์ที่ครบสมบูรณ์แห่งการภาวนา คือ การนมัสการพระเป็นเจ้า การโมทนาขอบพระคุณพระเป็นเจ้า การกราบขอโทษพระองค์ และการวิงวอนขอพระหรรษทานต่างๆ จากพระองค์
ในพิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณ จะแบ่งเป็น 2 ภาคที่สำคัญ คือ “ภาควจนพิธีกรรม” และ “ภาคบูชาขอบพระคุณ” โดยก่อนที่จะเข้าสู่ภาควจนพิธีกรรมเป็นการเริ่มพิธีด้วยการแห่เข้ามายังพระแท่นบูชา มีการขับร้องบทเพลงและพิธีสำนึกผิดกราบขอขมาโทษพระเป็นเจ้า    แล้วจึงเข้าสู่ภาควจนพิธีกรรมด้วยการอ่านบทอ่านจากพระคัมภีร์และบทเทศน์ให้ข้อคิดต่างๆ จากพระสงฆ์ผู้เป็นประธานในพิธี… ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญในการนำพระวาจานั้นไปเป็นหลักปฏิบัติในชีวิตประจำวัน    ภาควจนพิธีกรรมนี้จบลงที่บทภาวนาเพื่อมวลชน
จากนั้น จะเริ่มภาคที่ 2 คือ ภาคบูชาขอบพระคุณ    โดยเริ่มจากการเตรียมเครื่องบูชา อาจมีการแห่เครื่องบูชาไปถวายบนพระแท่นก็ได้ จากนั้นพระสงฆ์ผู้เป็นประธานในพิธีจะทำการถวายบูชาตามขั้นตอนต่อไป    ในขณะที่บรรดาสัตบุรุษก็จะร่วมจิตใจตอบรับ หรือ ขับร้องบทเพลงร่วมไปด้วย    จากนั้นเป็นบทขอบพระคุณและเสกศีล ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญที่สุดของบูชามิสซาก็ว่าได้ เพราะเป็นการอัญเชิญองค์พระเยซูคริสตเจ้าเสด็จมาประทับอยู่กับเราภายใต้รูปปรากฏของปังและเหล้าองุ่น    ต่อจากนั้นจึงถึงการรับศีลมหาสนิท ซึ่งเริ่มด้วยบทข้าแต่พระบิดา…จนถึงการออกไปรับองค์พระคริสตเจ้าในศีลมหาสนิท (คือรับปังซึ่งที่แท้คือพระกายของพระเยซูนั่นเอง) และจบส่วนสำคัญนี้ที่ บทภาวนาหลังรับศีล ของประธาน
ในส่วนของพิธีปิดมิสซาบุชาขอบพระคุณจบลงด้วยการอวยพรให้บรรดาผู้ร่วมมิสซาของประธานในพิธีและขบวนแห่ออกจากบริเวณพิธี
การรับศีลมหาสนิท    ก็เช่นเดียวกับการรับศีลศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ คือ ต้องเตรียมกายเตรียมใจให้เหมาะสม หมายถึง ต้องแต่งกายเรียบร้อย สุภาพและแต่งจิตใจ (วิญญาณ) ของตนให้สวยสดงดงามปราศจากบาปมลทินต่างๆ    โดยปกติแล้วถ้าเราเข้าใจว่ากำลังต้อนรับพระเป็นเจ้า คงไม่มีใครกระทำตัวไม่เหมาะสม ทุกคนคงจะพยายามเตรียมตัวอย่างดีที่สุด
การรับศีลมหาสนิทบ่อยๆ เป็นการเสริมสร้างชีวิตแห่งการเป็นหนึ่งเดียวกับพระเป็นเจ้าในตัวของเราอย่างดียิ่ง     โดยปกติพระศาสนจักรนั้นให้เรารับศีลมหาสนิททุกครั้งเมื่อร่วมถวายมิสซาและไม่มีข้อขัดขวางใดๆ    ให้เราตระหนักเสมอว่า ใครก็ตามที่มีชีวิตพระ คือ การเป็นหนึ่งเดียวกับพระเป็นเจ้า ย่อมเป็นหลักประกันอย่างแน่นอนว่า เขาจะได้รับความสุขนิรันดร (ไปสวรรค์)

ที่มา : หนังสือ หลักธรรมคำสอนคาทอลิก (คุณพ่อวุฒิเลิศ แห่ล้อม)

ข้อมูลจาก : kamsonbkk.com

ศีลกำลัง

ศีลกำลัง

    เมื่อพูดถึงศีลกำลัง เราคิดถึงพิธีกรรมที่มีพระสังฆราชเป็นผู้โปรดศีลนี้ และเป็นที่มาของพระคุณความช่วยเหลือ ซึ่งทำให้เราเข้มแข็งในการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน    นั่นคือ เราจะคิดถึงพระคุณหรือพระพรของพระจิตเจ้า 7 ประการ
ศีลกำลังจึงเป็น “เครื่องมือ” หรือ “อุปกรณ์” ที่สำคัญอย่างหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราในการต่อสู้กับการประจญล่อลวง
พระเยซูคริสตเจ้าทรงตั้งศีลกำลังและมอบอำนาจนี้ให้แก่บรรดาอัครสาวก (กจ 8  17-24)     อำนาจแห่งการโปรดศีลกำลังตามปกติจึงเป็นของพระสังฆราชเท่านั้น หรือ พระสังฆราชอาจมอบอำนาจนี้ให้พระสงฆ์องค์ใดองค์หนึ่งกระทำแทนเป็นครั้งๆ ไปก็ได้
หลังจากที่ได้รับศีลล้างบาปแล้วบรรดาคริสตชนยังคงต้องเจริญชีวิตต่อไปในโลกและจะต้องเผชิญกับการประจญล่อลวงต่างๆ มากมาย    ด้วยเหตุนี้ องค์พระเยซูคริสตเจ้าจึงทรงตั้งศีลกำลังขึ้นเพื่ออัญเชิญพระจิตเจ้ามาประทับอยู่กับพวกเขา    เพื่อพวกเขาจะมีความเข้มแข็งในการต่อสู้กับการประจญล่อลวงต่างๆ ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว
พระคุณของพระจิตเจ้าที่ทรงประทานให้แก่ผู้รับศีลกำลังสรุปได้ 7 ประการ คือ
•    พระดำริ    เป็นพระพรที่โปรดให้เรารู้และเข้าใจถึงความรักและพระเมตตาของพระเป็นเจ้า หรือ พูดง่ายๆ คือ ซึ้งในความรักของพระองค์นั่นเอง
•    สติปัญญา    เป็นพระพรที่โปรดให้เรามีความเข้าใจและยอมรับในข้อความเชื่อ รวมไปถึงกฎบทบัญญัติที่ต้องปฏิบัติ คือ การกระทำตามตามน้ำพระทัยของพระองค์
•    ความคิดอ่าน    เป็นพระพรที่โปรดให้เราได้ตัดสินใจอย่างถูกต้องตามน้ำพระทัยของพระองค์ในกรณีที่ยากลำบากหรือหมายถึงพระพรที่ทำให้เรามีมโนธรรมที่เที่ยงตรงนั่นเอง
•    กำลัง        คือ พระพรแห่งความกล้าหมายที่ทำให้เราเข้มแข็งในการต่อสู้กับการประจญล่อลวง กับศัตรูฝ่ายวิญญาณซึ่งหมายกถึงความโลภ โกรธ หลง และกิเลสตัณหาทีมีอยู่ในตัวเราเป็นสำคัญ
•    ความรู้    เป็นพระพรแห่งสติปัญญาที่ชักนำเราให้รู้แจ้ง เห็นจริง เข้าใจในคำสอนของพระศาสนจักรอย่างถูกต้อง
•    ความศรัทธา    เป็นพระพรที่โปรดให้เรามีความเชื่อ ความวางใจในพระเป็นเจ้าด้วยสิ้นสุดจิตใจ
•    ความยำเกรง    คือ พระพรที่โปรดให้เรารู้จักที่จะกราบนมัสการสรรเสริญพระเป็นเจ้า ระมัดระวังตน ไม่กระทำสิงที่ขัดเคืองพระทัยของพระองค์ และพยายามที่จะกระทำตามน้ำพระทัยเสมอ
สาระบางประการเกี่ยวกับศีลกำลังที่ควรทราบ
1. ผู้โปรดศีลกำลัง    เป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของพระสังฆราช และพระสังฆราชอาจมอบอำนาจนี้ให้แก่พระสงฆ์องค์ใดองค์หนึ่งก็ได้
2. ผู้รับศีลกำลัง    ปกติจะเป็นผู้ที่โตพอสมควรแล้ว โดยนิยมให้รับหลังที่ได้รับศีลมหาสนิทและศีลอภัยบาปแล้ว คือ อายุประมาณ 12 ปีขึ้นไป (ประมาณ ป.6) และนิยมโปรดศีลกำลังให้ทันที่พร้อมกับศีลล้างบาปในกรณีที่ผู้รับศีลล้างบาปเป็นผู้ใหญ่แล้ว
3. พ่อแม่อุปถัมภ์    ตามประเพณีปฏิบัติจะมีพ่อแม่อุปถัมภ์สำหรับผู้รับศีลกำลัง เช่นเดียวกับเวลารับศีลล้างบาป ส่วนพ่อแม่อุปถัมภ์จะเป็นคนเดียวกันกับศีลล้างบาปหรือไม่ ไม่มีข้อกำหนดใดๆ คุณสมบัติต่างๆ ของพ่อแม่อุปถัมภ์ในศีลกำลังก็ทำนองเดียวกันกับศีลล้างบาป
4. เครื่องหมายภายนอกและบทภาวนา    เครื่องหมายภายนอกที่สำคัญของศีลกำลัง คือ การปกมือของพระสังฆราชเหนือผู้รับศีล        หมายถึงการอัญเชิญพระจิตเจ้าเสด็จลงมาประทับในชีวิตของผู้รับศีล พร้อมทั้งคำภาวนาของพระสังฆราชขณะที่ปกมือเหนือผู้รับศีล และเครื่องหมายภายนอกที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การเจิมน้ำมันคริสมา บนหน้าผากของผู้รับศีล    ลักษณะทั้ง 2 ประการนี้ ยังมีความหมายถึงการแต่งตั้งให้เป็นทหารของพระคริสตเจ้า ที่จะต้องต่อสู้กับปีศาจ ความบาป และความไม่ดีต่างๆ อีกด้วย
ก่อนที่จะรับศีลกำลังผู้รับศีลกำลังจึงต้องได้รับความรู้ความเข้าใจในศีลนี้อย่างดี และจะต้องเตรียมตัวอย่างดีด้วยการสวดภาวนา ฟื้นฟูจิตใจ ต้องอยู่ในสถานะพระหรรษทาน คือ ปราศจากบาป จึงต้องมีการรับศีลอภัยบาปเสียก่อน
พระศาสนจักรมิได้บังคับว่าทุกคนจะต้องรับศีลกำลัง แต่อย่างไรก็ดีถ้าไม่มีเหตุผลหรืออุปสรรคใดๆ คริสตชนคาทอลิกทุกคนพึงรับศีลกำลัง เพราะจะมีพระพรที่จำเป็นมากมายสำหรับชีวิตดังได้กล่าวไปแล้ว    และศีลกำลังนี้เป็นศีลศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถรับได้เพียงครั้งเดียวในชีวิต… ดังเหตุผลที่ได้กล่าวไปแล้วเช่นกัน

ที่มา : หนังสือ หลักธรรมคำสอนคาทอลิก (คุณพ่อวุฒิเลิศ แห่ล้อม)

ข้อมูลจาก : kamsonbkk.com

ศีลล้างบาป

ศีลล้างบาป

    ดังที่ได้ทราบมาบ้างแล้วว่า ศีลล้างบาปเป็นเสมือนบานประตูบานแรกที่จะนำเราให้เข้ามาเป็นคริสตชนที่สมบูรณ์    มีความจำเป็นอย่างยิ่งตามกฎหมายของพระศาสนจักร
จากข้อความเชื่อที่บอกว่ามนุษย์เราเกิดมามีบาปกำเนิดติดตัวมาด้วยทุกคน และเมื่อโตขึ้นรู้ความแล้วก็ได้กระทำผิดกระทำบาปด้วยตัวเองอีกมากมายพระเยซูคริสตเจ้าทรงตั้งศีลล้างบาปขึ้นเพื่อชำระล้างให้มนุษย์พ้นจากบาปกำเนิดและบาปที่ทำเองด้วย    มีความหมายถึงการทำให้เกิดใหม่อีกครั้งหนึ่งในความเป็นหนึ่งเดียวกับพระเป็นเจ้า ให้มีชีวิตใหม่
ศีลล้างบาปจึงมีอำนาจแห่งการลบล้างบาปทั้งหมดโดยสิ้นเชิง ผู้รับกลายเป็นสมาชิกของพระศาสนจักรโดยสมบูรณ์ และทำให้สามารถรับศีลศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ได้ ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว
ถ้าจะเปรียบศีลล้างบาปกับศีลศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ศีลล้างบาปเปรียบเหมือนประตูหน้าบ้านที่ทุกคนในบ้านจะต้องผ่านเข้ามาเป็นอันดับแรก เพื่อเข้าไปยังห้องต่างๆ (ศีลศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ) ภายในบ้าน    ดังนั้น ศีลล้างบาปจึงเป็นเงื่อนไขจำเป็นที่ทุกคนจะต้องรับก่อนที่จะได้รับศีลศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ
การเป็นคริสตชนจึงจำเป็นต้องรับศีลล้างบาปเสมอ ศีลล้างบาปนี้จะทำให้มนุษย์มีชีวิตเป็นหนึ่งเดียวกับพระเป็นเจ้า หรือ ที่เราเรียกว่า “มีชีวิตพระ” อันหมายถึง การเป็นอวัยวะของพระเยซูคริสตเจ้าและพระศาสนจักรอย่างแท้จริงและศีลล้างบาปจะทำไห้เราได้รับการประทับตราอันไม่รู้เลือนในชีวิต คือ เราจะเป็นคริสตชนตลอดไป     แม้ภายหลังเราอาจจะหลงลืมพระเป็นเจ้าไปก็ตาม ศีลล้างบาปจึงเป็นศีลศักดิ์สิทธิ์ที่รับได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น
ดังที่ได้เคยกล่าวไปแล้วว่า ศีลศักดิ์สิทธิ์มีองค์ประกอบสำคัญ คือ เครื่องหมายภายนอก และ บทภาวนาประจำศีล    สำหรับศีลล้างบาปเครื่องหมายภายนอกที่สำคัญก็คือ การเทน้ำบนศีรษะของผู้รับศีล และประกอบกับบทภาวนาว่า “…ข้าพเจ้าล้างท่าน เดชะพระนามพระบิดา พระบุตร และพระจิต”     การกระทำดังกล่าวเป็นเครื่องหมายของการชำระล้าง เพราะน้ำคือสิ่งที่ใช้ชำระล้างความสกปรกให้หมดไป มีความหมายลึกลงไปถึงการชำระชีวิต (ทั้งกายและวิญญาณ) ของผู้รับศีลให้ปราศจากบาปและความผิดต่างๆ  ให้มีชีวิตพ้นจากความตายฝ่ายวิญญาณ ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว
สาระบางประการที่จำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับศีลล้างบาป
1. ผู้โปรดศีลล้างบาป    โดยปกติจะเป็นพระสงฆ์ แต่ในกรณีจำเป็นอาจเป็นคริสตชนคนใดคนหนึ่งก็ได้    โดยให้ถือตามความเหมาะสม เช่น ไม่มีพระสงฆ์ก็อาจจะเป็น นักบวช บราเดอร์ ซิสเตอร์ ครูคำสอน หรือ สัตบุรุษที่ศรัทธาเป็นที่นับถือของสังคม    แต่ต้องเป็นคริสตชนคาทอลิกด้วยและต้องมีความตั้งใจจริงๆ ที่จะโปรดศีลล้างบาป
2. ผู้รับศีลล้างบาป    เราแยกแยะผู้รับศีลล้างบาปได้เป็น 2 ประเภท คือ
ก. ผู้ที่เป็นทารก    หมายถึง เด็กที่เกิดมาในครอบครัวคาทอลิก เมื่อเขาแข็งแรงแล้ว (โดยประมาณ 3 เดือน) บิดามารดาจะต้องนำเขาไปขอรับศีลล้างบาปกับพระสงฆ์ เพราะหน้าที่สำคัญประการหนึ่งในฐานะบิดา-มารดา เมื่อโตขึ้นเราเรียกเด็กๆ เหล่านี้ว่า “คริสตังนอน” สาเหตุก็มาจากการที่มีคนอุ้มมาให้ล้างบาปหรือ นอนรับศีลล้างบาปนั่นเอง
ข. ผู้ที่เป็นผู้ใหญ่ (รู้ความแล้ว)    โดยปกติเมื่อเด็กๆ ที่โตขึ้นมาจนรู้ความแล้ว เขาจะต้องเรียนคำสอน ต้องปฏิบัติศาสนกิจ คือ สวดภาวนา ร่วมพิธีกรรมได้ด้วยตัวเอง ต้องมีความเชื่อตามที่พระศาสนจักรสอน ซึ่งสรุปอยู่ใน “บทข้าพเจ้าเชื่อในพระเจ้า” และตัวสินใจด้วยตัวเองที่จะรับศีลล้างบาป เราเรียกคริสตชนคาทอลิกประเภทนี้ว่า “คริสตังยืน” สาเหตุก็เพราะเขาเดินเข้าไปล้างลาปด้วยตัวของเขาเอง หรือ เข้าใจง่ายๆ คือ ยืนรับศีลล้างบาป
3. พ่อ-แม่อุปถัมภ์ (พ่อแม่ทูนหัว)    พระศาสนจักรเรียกร้องให้ผู้รับศีลล้างบาปทุกคนต้องมีพ่อ-แม่อุปถัมภ์ คือ ต้องมีผู้คอยดูแลแนะนำให้ผู้รับศีลล้างบาปเติบโตขึ้นในความเชื่อและการเป็นคริสตชนคาทอลิกที่ดี    โดยปกติจะเป็นเพศเดียวกับผู้รับศีลล้างบาป และ อายุมากกว่าผู้รับศีลล้างบาปพอสมควร  ทั้งนี้ เพื่อจะได้สามารถดูแลชี้แนะลูกทูนหัวของตนได้ และป้องกันปัญหาชู้สาวที่อาจจะเกิดขึ้นได้    การเลือกพ่อ-แม่อุปถัมภ์จึงควรเป็นผู้ที่รู้จักมักคุ้นและเป็นที่เคารถนับถือของผู้รับศีลด้วย    เป็นผู้ที่มีความเชื่อ ความศรัทธา สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีแก่คนอื่นได้
4. ชื่อนักบุญประจำตัว    เวลารับศีลล้างบาป ทุกคนจะต้องเลือกนักบุญองค์ใดองค์หนึ่งเป็นชื่อนักบุญประจำตัว    ถ้าเป็นทารกบิดา-มารดาหรือผู้ใหญ่จะเป็นคนเลือกให้ หรือ ถ้าผู้ล้างบาปเป็นผู้ใหญ่ อาจจะเลือกด้วยตัวเอง  โดยศึกษาประวัติของนักบุญที่ตนชื่นชอบและเป็นแบบอย่างสำหรับตนเองก็ยิ่งดี  โดยปกติก็จะเลือกนักบุญที่เป็นเพศเดียวกับตนเอง    แต่พระศาสนจักรก็มิได้ห้ามเลือกนักบุญที่เป็นเพศตรงข้ามกับตนเอง    ที่สำคัญเขาต้องรู้จักรประวัติของท่านนักบุญประจำตัวของตนเองอย่างดี เพื่อเลียนแบบอย่างและปฏิบัติตามคำสั่งสอนของท่าน
5. ทะเบียนล้างบาป    ผู้ที่รับศีลล้างบาปแล้วทุกคนต้องได้รับการบันทึกประวัติและสถานภาพไว้ที่วัดของตนและถือเป็นหลักฐานสำคัญในการรับศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ     เราจึงถูกเรียกร้องให้นำใบสำเนาศีลล้างบาป ไปแสดงและต้องมีอายุไม่เกิน 6 เดือน    ทังนี้เพราะเหตุผลดังที่ได้กล่าวไปเบื้องต้นแล้ว
6. พิธีอื่นๆ ที่แทนศีลล้างบาป    ในกรณีที่จำเป็นจริงๆ ที่ไม่สามารถจะรับศีลล้างบาปได้ ยังมีพิธีที่ถือว่าเป็นเสมือนศีลล้างบาปได้ คือ
ก.พิธีล้างบาปด้วยเลือด    คือ การเป็นมรณสักขี เช่น คนหนึ่งมีความเชื่อในพระเป็นเจ้าแล้ว แต่ไม่มีโอกาสรับศีลล้างบาปแบบธรรมดา ถูกทำร้ายและตายยืนยันความเชื่อ
ข. พิธีล้างบาปด้วยความปรารถนา    คือ การแสดงเจตนาความรัก ความเชื่อในพระเป็นเจ้าอย่างมั่นคง และไม่มีโอกาสรับศีลล้างบาป อยู่ในสถานะกำลังจะตาย แต่หาผู้โปรดศีลไม่ได้ เช่น เรือกำลังจะจม เครื่องบินกำลังจะตก ฯลฯ
ศีลล้างบาป
เป็นศีลศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญที่ทุกคนจะต้องเอาใจใส่และกระทำให้ดีที่สุด ให้ถูกต้องตามคำสอนของพระศาสนจักร ทุกคนในที่นี้หมายถึงบรรดาผู้อภิบาล พระสงฆ์ ครูคำสอน บิดา-มารดา ผู้ปกครอง และผู้รับศีลฯ เอง    เพราะดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าเป็นเสมือนประตูหน้าบ้าน ที่จะทำให้เราเข้าในห้องต่างๆ ภายในบ้านได้ ให้เราได้รับพระพรที่จำเป็นของชีวิตตามมาอีกมากมาย

ที่มา : หนังสือ หลักธรรมคำสอนคาทอลิก (คุณพ่อวุฒิเลิศ แห่ล้อม)

ข้อมูลจาก : kamsonbkk.com

ศีลศักดิ์สิทธิ์

ศีลศักดิ์สิทธิ์

หลังจากที่เราทราบเรื่องราวของการภาวนาและบทภาวนาซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญในการช่วยเราให้เจริญชีวิตติดต่อสัมพันธ์กับพระผู้เป็นเจ้าไปแล้ว ต่อจากนี้เราจะมาพูดคุยกันถึงอุปกรณ์ที่สำคัญมากในฐานะเป็นเครื่องช่วยเราให้ได้รับชีวิตพระ (ชีวิตที่เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์) นั่นคือ “ศีลศักดิ์สิทธิ์”
ศีลศักดิ์สิทธิ์ คือ เครื่องหมายภายนอกอันศักดิ์สิทธิ์ สาเหตุที่ถือว่าศักดิ์สิทธิ์ เพราะเป็นพิธีที่พระเยซูเจ้าทรงเป็นผู้ตั้งขึ้นด้วยจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือมนุษย์โดยการประทานพระพร หรือ พระหรรษทานตามความจำเป็นของชีวิตที่ต้องพัฒนาไป
ถ้าจะอธิบายเพื่อเสริมความเข้าใจให้ดียิ่งขึ้น ก็ต้องบอกว่าศีลศักดิ์สิทธิ์ คือ “พิธีกรรม” ที่ก่อให้เกิดพระหรรษทานและพระพรแก่มนุษย์ ตามขั้นตอนของชีวิตในวัยและสถานการณ์พิเศษต่างๆ
ที่บอกว่าเป็นเครื่องหมายภายนอก เพราะจะต้องมีการประกอบพิธีที่เด่นชัดด้วยอากัปกิริยาของผู้ประกอบพิธีและผู้รับเสมอ    และในเวลาเดียวกันก็จะมี “บทภาวนา” (บทสวด) ขณะประกอบพิธีนั้นด้วย เช่น การเทน้ำบนศีรษะของผู้รับศีลล้างบาป หรือ การปกมืออัญเชิญพระจิตเหนือผู้รับศีลกำลัง เป็นต้น
ถึงตรงนี้คำว่า “ศีล” ในศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกหมายถึง พิธีกรรมที่ก่อให้เกิดพระหรรษทานและพระพรแก่ผู้รับนั่นเอง
ในศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกถือว่ามีศีลศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดอยู่ 7 ศีล คือ    1. ศีลล้างบาป    2. ศีลกำลัง    3. ศีลมหาสนิท    4. ศีลอภัยบาป    5. ศีลเจิมคนไข้    6. ศีลบวช        7. ศีลแต่งงาน (ศีลกล่าว)
ซึ่งจะได้อธิบายในรายละเอียดต่อไปภายหลัง เมื่อเราเห็นชื่อของศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ เราก็พอจะเข้าใจได้ทันทีว่า แต่ละศีลนั้นเป็นที่มาของพระหรรษทานอะไร สำหรับชีวิตมนุษย์ซึ่งในเรื่องนี้ นับเป็นความรักและพระเมตตาขององค์พระเยซูคริสตเจ้าอย่างแท้จริงที่ทรงห่วงใยพวกเรา    ทรงใช้วิธีการมากมายเพื่อช่วงให้เราเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ (ไปสวรรค์)
ถ้าจะถามว่าศีลศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 7 ประการนี้ ศีลใดสำคัญที่สุด คำตอบก็คือมีความสำคัญแตกต่างกันออกไป ตามความจำเป็นของชีวิต    แต่ถ้าจะถือตามกฎหมายของพระศาสนจักร ต้องบอกว่า “ศีลล้างบาป” เพราะถือเป็นศีลที่ทำให้เราเป็นคริสตชนโดยสมบูรณ์ สามารถที่จะรับศีลศักดิ์สิทธิ์ประการอื่นๆ ต่อไป เปรียบเหมือนประตูบานใหญ่หน้าบ้านที่เปิดให้เราเข้าไปในบ้านและสามารถเข้าไปยังห้องต่างๆ ของบ้านได้    นั่นคือ เราจะไม่สามารถรับศีลอื่นๆ ได้ถ้าหากเรายังไม่ได้รับศีลล้างบาป หรือ ถ้าเรารับศีลอื่นๆ แต่ยังไม่ได้รับศีลล้างบาป ศีลเหล่านั้นก็ถือเป็นโมฆะทั้งหมด
ในศีลศักดิ์สิทธิ์ทั่ง 7 ประการ มีศีลที่รับได้เพียงครั้งเดียวอยู่ 3 ศีล คือ ศีลล้างบาป ศีลกำลัง และศีลบวช    เพราะทั้ง 3 ศีลนี้ มีเครื่องหมายหรือ “ตรา” ที่ประทับอยู่ในวิญญาณอย่างถาวร    ส่วนอีก 4 ศีล คือ ศีลมหาสนิท ศีลอภัยบาป ศีลเจิมคนไข้ และศีลแต่งงาน สามารถรับได้หลายครั้งตามความเหมาะสมและความจำเป็นซึ่งจะอธิบายในรายละเอียดเฉพาะศีลอีกครั้งหนึ่ง
ความสำคัญของศีลศักดิ์สิทธิ์นี้ ถือว่าสำคัญมาก เป็นแหล่งที่มาของอาหารฝ่ายวิญญาณที่สำคัญที่สุดก็ว่าได้ เช่นเดียวกับพระวาจา (พระคัมภีร์) ของพระเป็นเจ้า    จนมีคำกล่าวว่าจะเป็นคริสตชนคาทอลิกที่แท้จริง ต้องดำรงชีวิตด้วยพระวาจาและศีลศักดิ์สิทธิ์    พระวาจาเปรียบเสมือนคำสอนชี้แนะแนวทางในการดำรงชีวิต ส่วนศีลศักดิ์สิทธิ์คืออาหารที่จะหล่อเลี้ยงชีวิตให้เข้มแข็งในการก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงในความเชื่อ ความไว้ใจ และความรักต่อพระผู้เป็นเจ้า

ที่มา : หนังสือ หลักธรรมคำสอนคาทอลิก (คุณพ่อวุฒิเลิศ แห่ล้อม)

ข้อมูลจาก : kamsonbkk.com

Facebook (วัดแม่พระฟาติมา)
ตารางมิสซา
วันธรรมดา (จันทร์-เสาร์)
- 06.15 และ 19.00 น.
วันอาทิตย์
- 07.00, 09.00 และ 17.30 น.
เทิดเกียรติแม่พระ
- ทุกวันที่ 13 ของเดือน
คุณพ่ออาแมสตอย (MEP)

350 ปี มิสซังสยาม

ภาพในอดีต

บทเพลง Fatima Choir