ประเพณีการฝังศพชาวยิว(ตอนที่ 2)

 

5)  การฝังศพ

  • กฎหมายของยิวระบุการฝังศพ หรือ เกวูร่า (Kevura) ต้องทำให้เสร็จภายใน 24 ชั่วโมงหลังการตาย จึงสามารถฝังวันเดียวกับวันตายได้ แต่ต้องไม่เกิน 2 คืนหลังตาย  สาเหตุน่าจะมาจากอากาศร้อน ทำให้ศพเน่าง่าย ถ้าเก็บศพไว้หลายวันจนเน่า เท่ากับทำให้ผู้ตายเสื่อมเกียรติ  แม้จะมีเทคนิคการดองศพและการทำมัมมี่ ก็ถือว่ามีการดึงอวัยวะบางส่วนทิ้งไป ทำให้ศพไม่สมบูรณ์เมื่อคืนชีพในวันพิพากษาครั้งสุดท้าย
  • กรณีพระเยซูเจ้า ต้องรีบฝังก่อนดวงอาทิตย์ตกดิน โดยเดิมเข้าใจว่าวันศุกร์ต้องเป็นวันก่อนวันสับบาโตเสมอ แต่ความจริงคือวันสับบาโตอาจเป็นวันอื่นที่ไม่ไช่วันศุกร์ก็ได้ โดยยึดเอาข้อมูลเกี่ยวกับดวงจันทร์เป็นหลัก  ดังนั้นวันสิ้นพระชนม์จึงไม่ใช่ศุกร์ที่ 13 เมษายน ค.ศ. 33 เพราะจากการเช็คปฏิทินโบราณ และดูรายละเอียดด้านดาราศาสตร์แล้ว ปรากฏว่าในช่วงนั้นวันศุกร์ที่ 27 ค.ศ. 31 เป็นวันฉลองสับบาโตใหญ่ ดังนั้นพระองค์น่าจะสิ้นพระชนม์วันพฤหัสที่ 26 เมษายน ปี ค.ศ. 31 โดยพระศพอยู่ในคูหาสามวันเต็มตรงเงื่อนไขของคำทำนาย และกลับคืนพระชนม์ชีพเช้าตรู่วันอาทิตย์ลงตัวครับ  ส่วนกรณีวันประสูติที่เดิมบอกว่าเป็นวันที่ 25 ธันวาคม ค.ศ. 1 นั้น ก็มีการคำนวณผิด  ถ้าใครอยากรู้ว่าพระองค์เกิดปีอะไร อายุเท่าไรนั้น ให้ผู้นั้นไปหา”พระคัมภีร์ ฉบับพันธสัญญาใหม่” ซึ่งถ้าหาไม่เจอก็มาอ่านที่วัด หรือเปิดหน้าหลักของเว็บไซต์นี้อ่านก็ได้  รายละเอียดอยู่หน้า 190 และ 195 โดยบอกว่าพระองค์น่าจะประสูติ 8-6 ปีก่อนคริสตกาล และน่าจะอายุ 33-36 พรรษาโน่นเลยครับ  
  • ระเบียบข้อต่อไปคือไม่อนุญาตให้เผา เพราะต้องการให้ศพอยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุด
  • ไม่อนุญาตให้ดองศพ เพราะทำให้ศพไม่เน่าเปื่อยจนกลายเป็นดินตามธรรมชาติ
  • ให้ฝังในหลุมหรือในคูหา โดยวางศพให้แนบกับดินหรือหินให้ชิดที่สุด เพื่อให้ศพเน่าเปื่อยง่าย
  • ให้หันเท้าศพไปทางกรุงเยรูซาเล็ม  อันหมายถึงการให้ผู้ตายมุ่งไปที่แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ในวันคืนชีพ
  • เมื่อศพเน่าเปื่อย วิญญาณจึงไปสู่สวรรค์ได้
  • พวกยิวเชื่อว่าถ้าศพใดไม่ได้รับการฝัง วิญญาณจะเร่ร่อนไปอย่างไร้จุดหมาย  จึงเป็นเรื่องน่าอายสำหรับผู้ตายที่ไม่มีใครฝังศพตน
  • ตรงกันข้ามกับถือเป็นเกียรติที่ได้ฝังศพคนจนหรือคนแปลกหน้าที่ตายห่างบ้าน 
  • ดังนั้นจึงมีการลงโทษผู้ร้าย โดยไม่ฝังศพให้ แต่เอาไปทิ้งในกองขยะ หรือหลุมทิ้งศพนักโทษ เช่นที่ เกเฮนน่า (Gehenna) อันเป็นเหวลึกทางทิศใต้ของเยรูซาเล็ม
  • ถ้าใครโดนหินทุ่มจนตายเพราะทำผิดหนัก จะไม่ได้รับการฝัง  จะมีก็แค่เอาหินก้อนเล็กก้อนน้อยแถวนั้นมากลบศพไว้กันเหม็นเท่านั้นเอง หรือถ้าเอาไปทิ้งที่ Gehenna ก็ได้
  • ไม่มีการตั้งศพให้แขกเหรื่อดูแบบเปิดเผย  และไม่ต้องประดับด้วยดอกไม้
  • เมืองหย่อนโลงลงหลุมแล้ว ถ้าผู้ร่วมพิธีคนใดอยากโกยดินกลบหลุม ก็ให้ใช้พลั่วหรือเสียมตักดินที่กองข้างหลุมใส่ไปในหลุม 3 ครั้ง มีข้อแม้คือให้หันหัวอุปกรณ์ตักดินทิ่มลงข้างล่าง ไม่ใช่ตักสาดแบบงัดหัวพลั่วขึ้นข้างบนเหมือนคนงานขุดดิน  ทั้งนี้เพื่อเป็นเครื่องหมายว่า “ผู้ตายมาจากดิน และกำลังกลับไปสู่ดิน”  อีกประการหนึ่งทิศทางของการตักดินลงหลุมเป็นเครื่องหมายว่าผู้ตายไม่ต้องตอบแทนผู้กลบหลุม เป็นน้ำใจที่ไม่ต้องการการตอบแทนของผู้กลบ ที่ทำการนี้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ จากนั้นให้วางพลั่วบนกองดิน เพื่อให้คนต่อไปหยิบพลั่วด้วยมือตนเองเพื่อมาโกยดิน ห้ามส่งพลั่วให้คนต่อไป เพราะจะหมายความว่าส่งความทุกข์ให้ผู้อื่น  คล้ายกับการลอยกระทงของคนไทย ที่ห้ามคนอื่นไปเก็บกระทง เพราะเท่ากับเอาความทุกข์ของเขามาเก็บไว้
  • หลังจากกลบหลุมแล้ว  แขกทั้งหลายจะเข้าแถวเรียงหนึ่งสองแถวขนานกัน โดยยืนหันหน้าเข้าหากัน แล้วให้ญาติสนิทผู้ตายเดินผ่านช่องกลาง  ช่วงเวลานั้นคนในแถวกล่าวคำอำลาว่า ????? ???? ???? ???? ??? ???? ???? ???????? : Hamakom y'nachem etkhem b'tokh sha'ar avelei tziyon viyrushalayim: แปลว่า "พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงสรรพานุภาพ จะบรรเทาใจท่าน(ทั้งหลาย)ในท่ามกลางญาติผู้โศกเศร้าของคนตายในซีออนและเยรูซาเล็ม”
  • หรืออาจพูดเสริมว่า “ท่านไม่น่าจะมีความเจ็บปวดอีกแล้ว” หรือ “ชีวิตต่อไปของท่านน่าจะมีแต่เรื่องที่เป็นมงคล” หรือ “ต่อจากนี้ไป พวกเราน่าจะได้ยินแต่ข่าวดีของกันและกัน” หรือ “ขอให้ท่านอายุยืน”
  • หลังกลับจากป่าช้า มีประเพณีการล้างมือก่อนเข้าบ้าน โดยเทน้ำ 3 ครั้งสลับไปมาบนมือแต่ละข้าง เพื่อแสดงว่าผู้เทน้ำยังเคลื่อนไหวได้และยังมีชีวิตอยู่  นับเป็นการล้างภูตผีปีศาจซึ่งวนเวียนอยู่แถวป่าช้า มิให้มาทำร้ายผู้ล้างมือได้  และเป็นเครื่องหมายว่าตนเป็นคนมีจิตใจสะอาด ไม่เกี่ยวกับการเสียชีวิตของผู้ตาย  คล้ายปอนทีอัส ปีลาต ซึ่งสั่งให้เจ้าหน้าที่เอาน้ำมาล้างมือ เพื่อแสดงว่าตนไม่เกี่ยวกับการตายของพระเยซูเจ้า 

 
6)  การไว้ทุกข์

 

  • ทำเป็นช่วงๆ แต่ที่เน้นมากคือ 7 วัน / 30 วัน / หนึ่งปี
  • วันฝังศพ นับเป็นวันแรกของระยะไว้ทุกข์ 7 วัน
  • การไว้ทุกข์รุ่นแรกสิ้นสุดตอนเช้าวันที่เจ็ด
  • งดฝังศพ และงดไว้ทุกข์ในวันสับบาโต  แต่ให้นับวันสับบาโตเป็นหนึ่งในเจ็ดวันของการไว้ทุกข์ ถ้ามีการเฉลิมฉลองสำคัญ ให้รอไว้ทุกข์หลังวันฉลองสิ้นสุดลง หากมีการฉลองใหญ่พิเศษ เช่น Rosh Hashanah ที่กินเวลาหลายวัน ให้ยกเว้นการไว้ทุกข์ได้เลย
  • ใน 30 วันแรก ห้ามญาติสนิทของผู้ตายร่วมงานแต่งงาน ร่วมพิธีประกาศว่าเด็กชายหญิงเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้ว นั่นคือพิธี บา/แบต มิซวาห์ (bar/bat-mitzvahs) หรือพิธีอื่นที่มีดนตรี 
  • ถ้าเป็นลูกชายหรือลูกสาวผู้ตาย ระยะห้ามจะยาวไปถึง 12 เดือน
  • ในช่วงเจ็ดวันแรกของการไว้ทุกข์ เจ้าภาพจะรวมตัวกันที่บ้านหลังเดียวกัน เพื่อต้อนรับแขก
  • เมื่อแขกมาถึง มักไม่มีการแลกเปลี่ยนการทักทาย ที่ไม่ทักเพราะเปิดเป็นการแสดงความเห็นใจเจ้าภาพที่กำลังเสียใจจนพูดไม่ออก  ถ้าเจ้าภาพโศกเศร้ามาก ก็ไม่ต้องทักแขกก็ได้
  • ผู้ที่นับถือศาสนาอื่น สามารถเข้าร่วมพิธีไว้อาลัยศพได้
  • แขกที่มาในงานรับหน้าที่บริการตัวเอง หรือบริการแขกอื่นแทนเจ้าภาพ หรือบริการเจ้าภาพ บางครั้งอาจนำอาหารมาบ้านงานศพ เพื่อให้เจ้าภาพกิน จะได้รู้สึกว่าแม้จะโศกเศร้า แต่เพื่อนๆก็มาให้กำลังใจว่า ชีวิตต้องดำเนินต่อไป 
  • การที่แขกมาช่วยจัดการแทบทุกเรื่อง รวมถึงปัดกวาดล้างจานชามให้นั้น  ทำให้มีผู้คนมากันมากมาย ดังนั้นเมื่อพระเยซูเจ้าไปงานศพลาซารัส หรือลูกสาวของไยรัสที่เป็นหัวหน้าศาลาธรรม พระองค์จึงบอกให้พวกแขกเหรื่อที่มาช่วยงานศพและพวกที่มีหน้าที่ร้องไห้อาลัยผู้ตายถอยไป
  • (ประเพณีการให้ผู้เชี่ยวชาญมาร้องไห้ไว้อาลัยศพนี้ คริสตังไทยก็เคยทำเมื่อหลายสิบปีก่อน  เช่นเมื่อผมเป็นเด็ก เคยไปร่วมงานศพที่วัดแม่พระปฏิสนธินิรมล สามเสน  เห็นป้าคนหนึ่งเกาะโลงร้องไห้คร่ำครวญน่าเวทนา  ผมกระซิบถามแขกในงานว่าป้าเขาเป็นอะไรกับคนตาย ได้คำตอบว่า ป้าคนนี้ชื่อ “แพ” เป็นคนมีน้ำใจชอบรับอาสาร้องไห้ตามงานศพ ไม่ว่าผู้ตายจะเป็นญาติหรือไม่ก็ตาม)
  • หากแวะไปเยี่ยมหลุมศพ หรือแวะไปป่าช้า มีประเพณีวางก้อนหินเล็กๆ ด้วยมือซ้าย บนหลุมศพ แม้จะไม่ใช่หลุมของคนที่เราจงใจไปเยี่ยมก็ตาม  เพื่อแสดงว่าเราทำเครื่องสังเกตให้หลุมนั้น  เพราะสมัยโบราณไม่มีป้ายปักว่าเป็นหลุมใคร  ดังนั้นญาติต้องเอาก้อนหินเล็กๆมากองไว้เหนือหลุมศพ ให้คนทั่วไปรู้ว่ามีศพฝังอยู่ข้างใต้  จำนวนก้อนหินยังช่วยบอกคร่าวๆได้ว่ามีคนมาเยี่ยมศพผู้ตาย จะมากน้อยเท่าไรให้นับก้อนหินดู นับเป็นการให้เกียรติผู้ตายว่ายังมีคนนึกถึงอยู่
  • มีธรรมเนียมที่แปลกหน่อยคือ แม้ญาติจะไปเยี่ยมหลุมศพเมื่อไรก็ได้  แต่ไม่ควรไปบ่อย เพราะจะดูโศกสลดจนเกินความเหมาะสม  ดังนั้นจึงควรไปในโอกาสครบ 7 วัน 30 วัน 12 เดือน หรือวันสำคัญทางศาสนาเป็นต้น
  • หากมีการฝังศพดำเนินต่อเนื่องอยู่ในป่าช้า  คนอื่นไม่ควรไปเยี่ยมหลุมศพญาติของตน  รอให้พิธีฝังดังกล่าวเสร็จก่อนจึงค่อยไปที่หลุมญาติที่ฝังมาก่อนหน้านั้น
  • หากมีป้าย หรือศิลาจารึกชื่อ และบทสวดอยู่แล้ว แต่อยากวางก้อนหินเล็กบนหลุมอีกก็ย่อมได้
  • การแวะไปหลุมศพมักทำหลังจากไว้ทุกข์แล้ว 7 วัน หรือ 30 วัน หรือ 11, 12 เดือน สุดแล้วแต่ความใกล้ชิดกับผู้ตาย
  • จะนำดอกไม้ไปเคารพศพก็ได้  แต่นิยมวางก้อนหินมากกว่า เพราะอยู่ได้นานกว่า
  • ในช่วงงานศพเจ้าภาพไม่นิยมรับดอกไม้ แต่ยินดีรับบริจาคปัจจัย เพื่อไปทำบุญให้ผู้วายชนม์

 

6) การตายผิดปกติ

  • สมัยก่อนพวกยิวมองกรณีฆ่าตัวตายว่าเป็นการทำลายชีวิตตนเอง จึงตัดสิทธิ์เกี่ยวกับการทำศพไปแยะ เช่น ให้ฝังบริเวณบางพื้นที่ซึ่งเจาะจงไว้ในสุสานเท่านั้น  อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน มีการแสดงความสงสารเห็นใจผู้ที่ฆ่าตัวตายมากขึ้น โดยมองว่าได้รับความกดดันจากผู้อื่นหรือสิ่งแวดล้อมที่ควบคุมไม่ได้ หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์  และเป็นไปได้ที่ผู้ตายอาจสำนึกผิดขอโทษพระในวินาทีสุดท้าย  ดังนั้นจึงมีการอนุโลมให้ฝังศพแบบคนปกติได้     
  • ในกรณีการสังหารหมู่คนยิว เช่นโฮโลคอส (Holocaust) ที่ฮิตเลอร์เป็นผู้สั่งฆ่า และฝังหมู่เป็นพันๆศพในหลุมขนาดใหญ่นั้น ถือเป็นการลบหลู่ชาวยิวอย่างยิ่ง  พวกยิวจึงมีอคติต่อการฝังรวมและเผาศพมาก
  • สำหรับอุบัติเหตุ การก่อการร้าย หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติอื่นๆ รัฐบาลอิสราเอล หรือสมาคมและอาสาสมัครจะช่วยกันดูแลศพ เก็บเลือด และอวัยวะต่างๆเพื่อฝังรวมกับศพ  โดยปฏิบัติต่อศพอย่างสมเกียรติ แม้จะระบุเอกลักษณ์ของศพลำบากก็ตาม
  • มีบางสมาคมที่ปฏิเสธการทำศพที่มีรอยสัก แต่ส่วนใหญ่ไม่ถือสา  เป็นแต่ว่าไม่อนุญาตให้มีการลบรอยสักหลังบุคคลดังกล่าวเสียชีวิต
  • ในสมัยโบราณ ถ้ามียิวคนใดเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่น ญาติๆอาจไม่ไว้ทุกข์ให้  แต่ปัจจุบันไม่ค่อยถือสา และไว้ทุกข์ให้ตามปกติ  ส่วนการฝังศพนั้นอาจมีพวกที่เคร่งกฎ ฝังศพผู้ที่แต่งงานกับคนต่างศาสนาในพื้นที่ซึ่งจัดไว้ต่างหากที่มุมหนึ่งในสุสาน  เมื่อหลายสิบปีก่อน หากคริสตังคนใดมีประวัติว่าทิ้งวัดทิ้งวา ไม่ทำปาสกา พอตายก็ถึงกับโดนฝังไว้ปลายป่าช้าทีเดียว
  • แม้กฏหมายยิวจะอนุญาตให้บริจาคอวัยวะได้ แต่มีข้อแม้ว่าผู้บริจาคต้องตายจริงๆตามมาตรฐานยิวก่อน ไม่ใช่แค่มาตรฐานของแพทย์ ดังนั้นจะไปเอาอวัยวะของผู้ที่ยังไม่ตายสนิทมาเปลี่ยนให้คนอื่นไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น ผู้บริจาคต้องทำพินัยกรรมเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจน ในกรณีไม่แน่ใจ ให้ปรึกษาแรบบาย (rabbi) หรืออาจารย์ผู้สอนศาสนายิวเป็นกรณีๆไป
  • แต่อนุญาตให้บริจาคไตได้ แม้ผู้บริจาคยังมีชีวิตอยู่
  • หากต้องการผ่าศพเพื่อประโยชน์ของรูปคดี ต้องปรึกษาศาสนาจารย์ หรือ rabbi ก่อน  ซึ่งหากมีการตัดอวัยวะใดออกไป ก็ต้องนำกลับมาฝังรวมกับร่างด้วย 
  • ห้ามผู้ใดทิ้งเลือดที่ไหลออกจากศพ  ต้องรวบรวมไปฝังกับร่างด้วย  ดังนั้นจิตรกรที่วาดภาพการนำพระศพลงจากกางเขน จึงมักวาดไม้กวาดไว้แถบเชิงกางเขน เพื่อแสดงว่ามีการกวาดเอาเศษหินดินทรายที่เปื้อนพระโลหิต ใส่ห่อไปฝังรวมกับพระกายของพระองค์ด้วย

 

รายละเอียดประเพณีฝังศพชาวยิวทั้งสมัยโบราณและปัจจุบันยังมีข้อปลีกย่อยอีกมากมาย ผมเองก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้นที่เล่านี่อาจผิดพลาดเพราะรู้ไม่จริง แต่ที่พยายามนำมาเสนอท่านผู้อ่านพอสมควรเช่นนี้ ก็เพื่อช่วยให้เห็นประเพณีที่เกี่ยวข้องกับการทำพระศพพระเยซูเจ้า โดยมีบุคคลต่างๆจำนวนมากพยายามช่วยกันดำเนินการอย่างละเอียดอ่อน ลึกซึ่งและงดงาม  การกระทำเหล่านั้นช่วยให้พวกเราสามารถซาบซึ้งเหมือนผู้ทำพระศพว่า

 

                                ไม่มีความรักใด                       จะยิ่งใหญ่เท่ากับการ

                                ที่พระคริสต์ประทาน                 พระชนม์ชีพเพื่อชาวเรา

                                พระองค์เป็นพระบุตร                บริสุทธิ์จากสวรรค์

                                ยอมพลีแม้ชีวัน                        ใช้โทษทัณฑ์แทนชาวเรา